COLORFUL TULIPS OF BENELUX เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส 8 วัน 5 คืน

ฝรั่งเศส

ไฮไลท์แพ็คเกจ

-เยอรมัน เช็คอินแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต จัตุรัสโรเมอร์ มหาวิหารแฟรงก์เฟิร์ต เที่ยวชมสถานที่ที่มีชื่อเสียง เมืองโคโลญ มหาวิหารโคโลญ สะพานโฮเอินซอลเลิร์น

-เนเธอร์แลนด์ ถ่ายรูปสุดชิค! กับ สวนเคอเคนฮอฟ เมืองลิซเซ่ สวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล่องเรือเที่ยวรอบคลอง สัมผัสกับความสวยงามแห่งสายน้ำเมืองอัมสเตอร์ดัม นั่งเรือเที่ยวชมหมู่บ้านกีโธร์น เวนิสน้อยเนเธอร์แลนด์ ชมหมู่บ้านกังหันลมซานส์สคันส์

-เบลเยียม เยี่ยมชมเมืองเกนต์ เมืองที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ เมืองบรัสเซลส์ เมืองแห่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ สถาปัตยกรรมอันล่ำค่า

-ฝรั่งเศส เมืองแร็งส์ เมืองที่น่าหลงใหลไปกับสถานที่โบราณ มหาวิหารแร็งส์ และ โบสถ์เซนต์แร็งส์ เที่ยวชมสถานที่โด่งดังระดับโลก พระราชวังแวร์ซาย หอไอเฟล จตุรัสคองคอร์ด พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ล่องเรือชมเมืองปารีสตลอดทั้งสายผ่านแม่น้ำแซน โดยเรือชื่อดัง บาโต มูช ช้อปปิ้งแบบจุใจที่ ถนนฌ็องเซลิเซ่ ห้างชื่อดังใจกลางปารีส ห้างปลดภาษี และ ห้างลาฟาแยตต์

กำหนดตารางการเดินทาง / ราคา


30 มีนาคม-06 เมษายน 2023
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿68,286
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿15,500
05-12 เมษายน 2023
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿69,190
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿15,500
12-19 เมษายน 2023
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿72,490
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿15,500
13-20 เมษายน 2023
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿72,490
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿15,500
28 เมษายน-05 พฤษภาคม 2023
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿69,190
บริการเสริม
ค่าบริการ
พักเดี่ยวเพิ่ม
฿15,500

กำหนดตารางการเดินทาง

วันแรก 1 : ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานนานาชาติมัสกัต แวะเปลี่ยนเครื่อง
  • 17:00
    • พร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศขาออกชั้น 4 ประตู9 เคาน์เตอร์ T สายการบิน OMAN AIR โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทฯคอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร ติดแท็กกระเป๋าก่อนขึ้นเครื่อง
  • 20:05
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน โดยสายการบิน OMAN AIR เที่ยวบินที่ WY816
  • 23:25
    • เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติมัสกัต ประเทศโอมาน แวะพักเปลี่ยนเครื่อง
วันที่สอง 2 : ท่าอากาศยานนานาชาติมัสกัต-ท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต-เมืองแฟรงก์เฟิร์ต-จัตุรัสโรเมอร์-มหาวิหา...
  • 02:25
    • นำท่านเดินทางสู่ถึง ท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน เที่ยวบินที่ WY115
  • 07:05
    • เดินทางถึง ท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน นำท่านผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและพิธีการทางศุลกากร (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง) และตรวจรับสัมภาระเรียบร้อย
    • แล้วนำท่านขึ้นรถโค้ชปรับอากาศเดินทางสู่ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) (ระยะทาง 14 กม. / 30 นาที) เป็นเมืองขนาดใหญ่ติดหนึ่งในห้าของประเทศเยอรมัน มีความเจริญและทันสมัยสมกับเป็นศูนย์กลางของทั้งการบินและเศรษฐกิจ เขตเมืองเก่าของเมืองมีขนาดเล็ก ถูกห้อมล้อมด้วยตึกระฟ้า ความเจริญรอบด้าน
    • นำท่านเดินชม จัตุรัสโรเมอร์ (Romerberg) เป็นจัตุรัสกลางใจเมืองที่มีความสวยงาม เป็นจัตุรัสที่คงความงามของสถาปัตยกรรมยุคศตวรรษที่ 14-15 ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม ที่นี่เป็นที่ตั้งของศาลาว่าการกลางเมือง สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่เคยรุ่งเรืองในยุคนั้น แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบันคือการสร้างขึ้นใหม่เพราะอาคารเดิมถูกทำลายสิ้นซากตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ศิลปะเก่าแม้ถูกสร้างใหม่แต่คงเสน่ห์ความงดงามเอาไว้ มีน้ำพุสวยงามอยู่ตรงกลางของจัตุรัส เป็นที่รู้จักในนามน้ำพุแห่งความยุติธรรม ประติมากรรมรูปเทพธิดา ที่มือซ้ายถือตาชั่ง แต่มือขวาถือดาบ เป็นสัญญาณให้รู้ถึงมีความเที่ยงตรงแต่ก็เด็ดขาดอยู่ในตัวเอง
    • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ มหาวิหารแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Cathedral) เป็นโบสถ์เก่าแก่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแฟรงเฟิร์ต วิหารแห่งนี้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ความสามัคคีของคนในชาติ มีลักษณะทรงสูงใช้สีน้ำตาลแดง มีความสูงถึงยอดประมาณ 95 เมตร จึงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางอาคารอื่นๆ ความงดงามพิเศษอยู่ที่อาคารทรงสูงเยี่ยงสถาปัตยกรรมในยุคเดียวกัน
    • นำทุกท่านเก็บภาพความประทับใจกับ สถานีรถไฟหลักแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Main station) เป็นสถานีรถไฟที่มีผู้โดยสารมากที่สุดในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต จัดเป็นสถานีรถไฟที่มีผู้โดยสารมากที่สุดเป็นอันดับสองในประเทศ นำท่านอิสระช้อปปิ้งตามอัธยาศัยที่ Zeil Street เป็นย่านการค้าใจกลางเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ที่มีอาคารหรูหรา เด่นสะดุดตาด้วยการออกแบบทันสมัยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสินค้าแบรนด์ดังที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว
    ฟรังค์ฟวร์ทอัมไมน์ เรียกแบบกระชับว่า ฟรังค์ฟวร์ท หรือที่นิยมเรียกในภาษาอังกฤษว่...

    ฟรังค์ฟวร์ทอัมไมน์ เรียกแบบกระชับว่า ฟรังค์ฟวร์ท หรือที่นิยมเรียกในภาษาอังกฤษว่า แฟรงก์เฟิร์ต เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐเฮ็สเซินและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศเยอรมนี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไมน์ และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตและธนาคารกลางยุโรป แฟรงก์เฟิร์ตเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยในเขตเมืองและปริมณฑลมีประชากรประมาณ 5 ล้านคน ฟรังค์ฟวร์ทตั้งขนาบทั้งสองฝั่งของแม่น้ำไมน์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขา Taunus ส่วนทิศใต้ของเมืองนั้นเป็นป่านครแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งเป็นป่าในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี เมืองแฟรงก์เฟิร์ตมีอาณาเขต 248.31 ตารางกิโลเมตร และมีความยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก 23.4 กิโลเมตร และจากทิศเหนือไปทิศใต้ 23.3 กิโลเมตร ศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่ทางตอนเหนือของแม่น้ำไมน์ ในเขต Altstadt (เมืองเก่าและศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์) และเขตที่ล้อมรอบคือเขต Innerstadt ในขณะที่ศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์อยู่ในเขต Bockenheim ใกล้กับสถานีรถไฟตะวันตกแฟรงก์เฟิร์ต ฟรังค์ฟวร์ทเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนครบาลแฟรงก์เฟิร์ต ไรน์-ไมน์ ซึ่งมีประชากร 5.5 ล้านคน เมืองสำคัญอื่นๆในภูมิภาคได้แก่ วีสบาเดน (เมืองหลวงของรัฐเฮ็สเซิน), ไมนทซ์ (เมืองหลวงของรัฐไรน์ลันท์-ฟัลทซ์), ดาร์มชตัท, อ็อฟเฟินบัคอัมไมน์, ฮาเนา, อชัฟเฟินบวร์ค, บาทฮ็อมบวร์คฟอร์แดร์เฮอเออ, รึสเซิลส์ไฮม์อัมไมน์, เวทซลาร์ และมาร์บวร์ค

    จัตุรัสโรเมอร์ (Romerberg) เป็นจัตุรัสกลางใจเมืองที่มีความสวยงาม เป็นจัตุรัสที่ค...

    จัตุรัสโรเมอร์ (Romerberg) เป็นจัตุรัสกลางใจเมืองที่มีความสวยงาม เป็นจัตุรัสที่คงความงามของสถาปัตยกรรมยุคศตวรรษที่ 14-15 ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม ที่นี่เป็นที่ตั้งของศาลาว่าการกลางเมือง สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่เคยรุ่งเรืองในยุคนั้น แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบันคือการสร้างขึ้นใหม่เพราะอาคารเดิมถูกทำลายสิ้นซากตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ศิลปะเก่าแม้ถูกสร้างใหม่แต่คงเสน่ห์ความงดงามเอาไว้ มีน้ำพุสวยงามอยู่ตรงกลางของจัตุรัส เป็นที่รู้จักในนามน้ำพุแห่งความยุติธรรม ประติมากรรมรูปเทพธิดา ที่มือซ้ายถือตาชั่ง แต่มือขวาถือดาบ เป็นสัญญาณให้รู้ถึงมีความเที่ยงตรงแต่ก็เด็ดขาดอยู่ในตัวเอง

    มหาวิหารแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Cathedral) เป็นโบสถ์เก่าแก่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแฟ...

    มหาวิหารแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Cathedral) เป็นโบสถ์เก่าแก่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแฟรงเฟิร์ต วิหารแห่งนี้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ความสามัคคีของคนในชาติ มีลักษณะทรงสูงใช้สีน้ำตาลแดง มีความสูงถึงยอดประมาณ 95 เมตร จึงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางอาคารอื่นๆ ความงดงามพิเศษอยู่ที่อาคารทรงสูงเยี่ยงสถาปัตยกรรมในยุคเดียวกัน

  • เที่ยง
    • รับประทานอาหารเที่ยง (มื้อที่1)
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองโคโลญ (Cologne) (ระยะทาง 191 กม. / 2.30 ชม.) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับที่สี่ของประเทศเยอรมนี รองจากเมืองเบอร์ลิน แฮมเบิร์ก และมิวนิค เมืองโคโลญตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำไรน์ จึงมีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เป็นเมืองที่อยู่แถบลุ่มแม่น้ำไรน์จึงมักเกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้งในช่วงน้ำขึ้นและช่วงมีพายุฝนฟ้าคะนอง จึงทำให้เมืองมีระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างจริงจัง มีการสร้างกำแพงกั้นน้ำอย่างถาวรไว้บริเวณอาคารที่ใกล้กับแม่น้ำ นอกนากนี้ยังมีระบบคาดคะเนและแจ้งเตือนระดับน้ำ และมีสถานีสูบน้ำเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
    • พาท่านเดินทางสู่ มหาวิหารโคโลญ (Cologne Cathedral) มหาวิหารแห่งพลังศรัทธาที่สร้างอย่างยิ่งใหญ่ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิก โดดเด่นด้วยหอคอยคู่ความสูง 157.38 เมตรที่ตั้งตระหง่านเป็นแลนด์มาร์คแห่งเมืองโคโลญคู่กับสะพานโฮเอินซอลเลิร์นที่ทอดข้ามแม่น้ำไรน์ เป็นที่ประดิษฐานของหีบสามกษัตริย์อันล้ำค่าตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ รวมถึงเป็นแหล่งเก็บสะสมและจัดแสดงผลงานประติมากรรม โบราณวัตถุ และศิลปะเก่าแก่ทางศาสนา
    • นำทุกท่านไปเก็บภาพความประทับใจที่ สะพานโฮเอินซอลเลิร์น (Hohenzollern Bridge) เป็นสะพานประจำเมืองโคโลญคู่กับมหาวิหารโคโลญ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ที่มีทั้งทางรถไฟและทางเดินเท้า โดยบริเวณรั้วที่กั้นระหว่างทางเดินและทางรถไฟเป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวนิยมมาคล้องกุญแจแห่งความรัก เป็นอีกหนึ่งสีสันหนึ่งของการท่องเที่ยวเมืองโคโลญในปัจจุบัน อิสระให้ท่านได้เดินเล่นและเก็บภาพความประทับใจตามอัธยาศัยที่ Stadt Koln หรือ ย่านเมืองโคโลญ
    โคโลญ (อังกฤษ: Cologne) หรือ เคิลน์ (เยอรมัน: Köln) เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสี่ขอ...

    โคโลญ (อังกฤษ: Cologne) หรือ เคิลน์ (เยอรมัน: Köln) เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศเยอรมนี รองจากเบอร์ลิน ฮัมบวร์ค และมิวนิก และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน โคโลญเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี สร้างโดยชาวโรมัน มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึง ค.ศ. ​50 เมืองโคโลญตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไรน์ มีอาสนวิหารโคโลญซึ่งเป็นโบสถ์ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่มีชื่อเสียง มหาวิทยาลัยโคโลญเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ตัวเมืองมีพื้นที่ 405.15 ตารางกิโลเมตร มีประชากรนับเฉพาะที่อาศัยในเขตเมือง 998,105 คน (ข้อมูลปี ค.ศ. 2009)

    อาสนวิหารโคโลญ เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกระดับอาสนวิหารในเมืองโคโลญ เป็นวิหารประจำมุ...

    อาสนวิหารโคโลญ เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกระดับอาสนวิหารในเมืองโคโลญ เป็นวิหารประจำมุขนายกแห่งโคโลญ สถานที่นี่มีชื่อเสียงในฐานะเป็นที่ศาสนสถาน นิกายโรมันคาทอลิก สถานที่แห่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่ประพิธีกรรมของสามมหากษัตริย์แห่งจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นสถานที่เก็บหีบสามกษัตริย์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ด้วย ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองแห่งนี้ มีผู้เยี่ยมชมราวๆ 20,000 คนต่อวัน อาสนวิหารโคโลญได้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1248 แต่มีปัญหาให้ต้องหยุดพักการก่อสร้างไปบ้าง จึงต้องใช้เวลากว่าหกร้อยปีจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ และ สร้างเสร็จในปี 1880 พร้อมกับมีพีธีวางหลักหินบันทึกข้อมูลการก่อสร้าง อาสนวิหารโคโลญเป็นศาสนสถานของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก นับเป็นวิหารที่ใหญ่และเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในเป็นเวลา 4 ปี ( ปี ค.ศ 1880-1884) ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองโคโลญ ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศทั้งหมด 14 ลูก แม้วิหารจะได้รับความเสียหายบางส่วน แต่ก็ไม่พังทลายลงมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ บ้างก็เชื่อว่า เพราะวิหารเป็นจุดสังเกตที่สำคัญของนักบิน จึงไม่ต้องการจะระเบิดทำลายทิ้งไปเสียทีเดียว จากความเสียหายดังกล่าว จึงมีการซ่อมแซมภายในต่อมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1945 - 1948 แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันก็ยังคงติดอันดับสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกอยู่ด้วย และปัจจุบันก็ได้ถูกจัดอันดับให้อยู่อันดับ 4 วิหารที่สูงที่สุดในโลกลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เป็นหอคอยแฝดสูง 157.38 เมตร กว้าง 86 เมตร ยาว 144 เมตร สร้างเพื่ออุทิศให้นักบุญซีโมนเปโตรและพระนางมารีย์พรหมจารี ปัจจุบันอาสนวิหารโคโลญนับจุดหมายสำคัญของเมืองโคโลญและประเทศเยอรมนี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 2536 ( จากเหตุผลที่ i, ii, iv ) ปัจจุบัน อาสนวิหารเปิดให้เข้าชมภายในได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าชมในส่วนพิพิธภัณฑ์ของมีค่าที่ขุดค้นพบเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกสมัยโรมันในราคา 5 ยูโร และ การเดินจุดชมวิวบนหอคอยสูง ในราคา 3 ยูโร

    สะพานโฮเอินซอลเลิร์น (Hohenzollern Bridge) เป็นสะพานประจำเมืองโคโลญคู่กับมหาวิหา...

    สะพานโฮเอินซอลเลิร์น (Hohenzollern Bridge) เป็นสะพานประจำเมืองโคโลญคู่กับมหาวิหารโคโลญ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ที่มีทั้งทางรถไฟและทางเดินเท้า โดยบริเวณรั้วที่กั้นระหว่างทางเดินและทางรถไฟเป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวนิยมมาคล้องกุญแจแห่งความรัก เป็นอีกหนึ่งสีสันหนึ่งของการท่องเที่ยวเมืองโคโลญในปัจจุบัน

  • เย็น
    • รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่2)
    • ที่พัก: Mercure Hotel Koln West 4* หรือโรงแรมระดับใกล้เคียงกัน (ชื่อโรงแรมที่ท่านพัก ทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย5-7วันก่อนวันเดินทาง)
วันที่สาม 3 : เมืองโคโลญ- Designer Outlet Roermond - หมู่บ้านกีโธร์น -เมืองอัมสเตอร์ดัม
  • เช้า
    • รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (มื้อที่3)
    • นำท่านเดินทางไปช้อปปิ้งที่ Designer Outlet Roermond เมืองโคโลญ (ระยะทาง 94 กม. / 1.30 ชม.) เป็นเอาท์เล็ทที่มีชื่อเสียงและแบรนด์ชื่อดังมากมาย จุดเด่นของที่นี่คือมีร้านแบรนด์เนมหรูหราปักหลักอยู่หลากหลายแบรนด์ให้ท่านได้เลือกช้อปกระเป๋ากันอย่างจุใจ อาทิ GUCCI, PRADA, TODS, DOLCE&GABBANA, TAG HEUER, TODS และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ ที่ Designer Outlet Roermond จะเปิดให้บริการ ปีละ 363 วันกันเลยทีเดียว (ยกเว้นวันคริสต์มาสและวันปีใหม่) เรียกได้ว่าเอาใจขาช้อปกันแบบสุดๆไปเลย
    • อิสระให้ท่านได้ช้อปปิ้งและพักผ่อนตามอัธยาศัย
    • อิสระอาหารเที่ยงเพื่อไม่เป็นการรบกวนเวลาของท่าน
    • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านกีโธร์น (Giethoorn) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ระยะทาง 214 กม. / 3.30 ชม.) โดยนำท่านนั่งเรือเที่ยวชมหมู่บ้านใช้ระยะเวลาประมาน 1 ชม. (รวมในค่าทัวร์)เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น เวนิสเนเธอร์แลนด์ (Venice of the Netherlands) ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ผู้คนใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่มีเส้นทางการเดินรถ เน้นการสัญจรด้วยเรือเป็นส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับการสัมผัสบรรยากาศการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่แบบไม่เร่งรีบท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ เส้นทางการล่องเรือจะขับไปตามตัวหมู่บ้าน จากนั้นจะเลี้ยวไปยังพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติซึ่งมีทะเลสาบขนาดใหญ่ มองเห็นเกาะตรงกลางที่มีบ้านประมาณสองถึงสามหลัง และอีกด้านของทะเลสาบยังเป็นพื้นที่แคมป์ปิ้ง มีจุดกางเต้นท์ รวมไปถึงบ้านพักเป็นหลังๆ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาแคมป์ปิ้งในช่วงหน้าร้อนเช่นกัน
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) (ระยะทาง 114 กม. / 1.30 ชม.) เป็นเมืองหลวงของ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Amstel ปัจจุบันอัมสเตอร์ดัมยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจและยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในประเทศและมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกด้วย
    Designer Outlet Roermond เมืองโคโลญ เป็นเอาท์เล็ทที่มีชื่อเสียงและแบรนด์ชื่อดังม...

    Designer Outlet Roermond เมืองโคโลญ เป็นเอาท์เล็ทที่มีชื่อเสียงและแบรนด์ชื่อดังมากมาย จุดเด่นของที่นี่คือมีร้านแบรนด์เนมหรูหราปักหลักอยู่หลากหลายแบรนด์ให้ท่านได้เลือกช้อปกระเป๋ากันอย่างจุใจ อาทิ GUCCI, PRADA, TODS, DOLCE&GABBANA, TAG HEUER, TODS และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ ที่ Designer Outlet Roermond จะเปิดให้บริการ ปีละ 363 วันกันเลยทีเดียว (ยกเว้นวันคริสต์มาสและวันปีใหม่) เรียกได้ว่าเอาใจขาช้อปกันแบบสุดๆไปเลย

    เยี่ยมชมหมู่บ้านกีธูร์น (Giethoorn) ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ลิตเติ้ลเวนิสของเนเธอร...

    เยี่ยมชมหมู่บ้านกีธูร์น (Giethoorn) ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ลิตเติ้ลเวนิสของเนเธอร์แลนด์” ในหนึ่งวัน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในเรื่องของบรรยากาศที่สงบและอยู่ติดกับชายแดนประเทศเยอรมนี ซึ่งคุณไม่ได้เห็นถนนหรือรถเลย จะมีก็แต่โรงนาเก่าแก่ สวน และคลองอันงดงาม เดินทางไปรอบ ๆ บรรยากาศอันน่าทึ่งของชนบทและดื่มด่ำไปกับ เขื่อนอัพสเลาไดก์ (Afsluitdijk หรือ Enclosing Dike) ซึ่งเป็นเขื่อนยาว 32 เมตร ซึ่งเชื่อมระหว่างจังหวัดนอร์ทฮอลแลนด์ (North Holland) และฟรีสลันด์ (Friesland) ให้คุณได้เก็บภาพความประทับใจที่หาที่ไหนไม่ได้อย่างเต็มอื่ม โดยวิธีที่จะเดินทางไปรอบหมู่บ้านนั้นก็คงหนีไม่พ้นการเดินทางด้วยเรือ อีกทั้งคุณยังจะมีเวลาอย่างอิสระที่จะเลือกซื้อของที่ระลึก ถ่ายรูปเล่น รับประทานอาหารที่ร้านอาหารซึ่งมีให้เลือกมากมายในหมู่บ้าน พร้อมกับชมวิวอันงดงามของคลอง

    อัมสเตอร์ดัม (ดัตช์: Amsterdam ออกเสียง: [ˌɑmstərˈdɑm]) เป็นเมืองหลวงของประเทศเน...

    อัมสเตอร์ดัม (ดัตช์: Amsterdam ออกเสียง: [ˌɑmstərˈdɑm]) เป็นเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอัมสเติล จังหวัดนอร์ทฮอลแลนด์ ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ มีประชากรในเขตตัวเมืองประมาณ 872,680 คน แต่ถ้านับรวมประชากรในเขตเมืองโดยรอบทั้งหมด จะมีประมาณ 1,380,872 ล้านคน (ข้อมูลปี ค.ศ. 2019) ชื่อของอัมสเตอร์ดัมมาจากคำว่า อัมสเติลเรอดัมเมอ (Amstelredamme) หมายถึงเมืองที่ตั้งอยู่ริมเขื่อนของแม่น้ำอัมสเติล มีประวัติศาสตร์เริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และการเดินเรือที่สำคัญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17ซึ่งเป็นช่วงยุคทองของเนเธอร์แลนด์ และขยายตัวออกไปอีกในศตวรรษที่ 19 และ 20 แต่ระบบคลองที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ยังได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดีจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับองค์การยูเนสโก ปัจจุบัน อัมสเตอร์ดัมเป็นศูนย์การการค้าและการเงิน และเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของของเนเธอร์แลนด์ แต่ศูนย์กลางของหน่วยงานรัฐบาลนั้นอยู่ที่เฮก บริษัทยักษ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม เช่น ฟิลิปส์ อักโซโนเบิล โตมโตม และไอเอ็นจี ส่วนบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายแห่งก็มีสำนักงานใหญ่สาขายุโรปอยู่ในอัมสเตอร์ดัมเช่นกัน เช่น อูเบอร์ เน็ตฟลิกซ์ และเทสลามอเตอร์ส อัมสเตอร์ดัมเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานอัมสเตอร์ดัมสคิปโฮล ท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมาเป็นอันดับ 3 ของยุโรป และที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ไรกส์มิวเซียม พิพิธภัณฑ์ฟันโคค พิพิธภัณฑ์สเตเดไลก์ และบ้านอันเนอ ฟรังค์ ทั้งยังเป็นบ้านของผู้มีชื่อเสียงหลายคน ทั้งแร็มบรันต์ ฟินเซนต์ ฟัน โคค บารุค สปิโนซา และอันเนอ ฟรังค์ จึงมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี[

  • เย็น
    • รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่4)
    • ที่พัก: XO Hotel Blue Tower 4* หรือโรงแรมระดับใกล้เคียงกัน
    • (ชื่อโรงแรมที่ท่านพัก ทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนวันเดินทาง)
วันที่สี่ 4 : เมืองอัมสเตอร์ดัม-เมืองลิซเซ่-สวนเคอเคนฮอฟ-โรงงานเพชร-ล่องเรือท่องเที่ยวรอบคลองในอัมสเตอร์...
  • เช้า
    • รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (มื้อที่5)
    • นำท่านเดินทางสู่ สวนเคอเคนฮอฟ (Keukenhof) (ระยะทาง 39 กม. / 1 ชม.) เป็นสวนดอกไม้สำคัญของเนเธอร์แลนด์ และเป็นส่วนหนึ่งในสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่กว่า 200 ไร่ ตั้งอยู่ใน เมืองลิซเซ่ (Lisse) แคว้นเซาท์ฮอลแลนด์ (South Holland) ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งเพาะปลูก ดอกทิวลิปที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ ภายในสวนมีดอกทิวลิปกว่า 800 สายพันธุ์ รวมแล้วกว่า 7 ล้านดอก แต่ละสายพันธุ์ต่างมีเอกลักษณ์และสีสันเฉพาะตัว ที่แม้จะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่ก็มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดอกทิวลิปเหล่านี้ก็จะพากันเบ่งบาน ระเบิดสีสันออกมาทั่วทั้งสวนไปพร้อมๆ กับดอกไม้ชนิดอื่นๆ เช่น ดอกลิลลี่ ดอกแดฟโฟดิล หรือนาซิสซัส ดอกไฮยาซินธ์ ดอกซากุระ และ ดอกกล้วยไม้ อีกหลากหลายสายพันธุ์ (หมายเหตุ: สวนดอกไม้เคอเคนฮอฟจะเปิดให้บริการ ตั้งแต่ วันที่ 23 มีนาคม – 14 พฤษภาคม 2023 เท่านั้น)

    เคอเคนฮอฟ (Keukenhof) หรือที่ รู้จักกันในนาม “สวนดอกไม้แห่งยุโรป” (The Garden of...

    เคอเคนฮอฟ (Keukenhof) หรือที่ รู้จักกันในนาม “สวนดอกไม้แห่งยุโรป” (The Garden of Europe) เป็นหนึ่งในสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ชานเมืองลิซเซ่ (Lisse) แคว้นเซ้าท์ฮอลแลนด์ (South Holland) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) สวนดอกไม้บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่แห่งนี้ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลมายลความงามของดอกทิวลิปที่นี่ไม่ต่ำกว่าปีละ 5 ล้านคน ประวัติความเป็นมาของทิวลิปในเนเธอร์แลนด์นั้นยังคงเป็นที่ถูกเถียงกันอยู่ บ้างก็ว่าพ่อค้าชาวตุรกีเป็นคนนำดอกทิวลิปเข้ามาเมื่อ 300 ปีก่อน บ้างก็ว่าเจ้าหน้าที่ตุรกีมอบดอกทิวลิปให้กับทูตเวียนนาเพื่อไปปลูกที่ออสเตรียแต่บังเอิญมีคนสวนชาวดัชต์หิ้วกลับมาปลูก และในสมัยนั้นเอง ทิวลิปก็ได้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรวย จนถึงขั้น เกิดวิกฤตคลั่งทิวลิป หรือ Tulipomania ขึ้นในปี ค.ศ. 1624 ส่งผลให้หัวทิวลิปในตอนนั้นมีราคาสูงมาก สวนดอกไม้เคอเคนฮอฟตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ล่าสัตว์ของ Countess Jacqueline นายหญิงแห่งปราสาท Hainaut ในช่วงศตวรรษที่ 15 นอกจากจะเป็นพื้นที่ล่าสัตว์เเล้ว เดิมทีสวนแห่งนี้ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกสมุนไพรให้กับปราสาท ด้วยเหตุนี้ทำให้นอกจากเคอเคนฮอฟจะได้รับการขนานนามว่าเป็นสวนดอกไม้แห่งยุโรปแล้ว จึงยังมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Kitchen Garden” อีกด้วย ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ปราสาทได้ตกไปอยู่ในความดูเเลของ กัปตัน VOC (Dutch East India Company) และในศตวรรษที่ 19 ได้ถูกใช้เป็นที่พำนักหลังเกษียณอายุการทำงานของผู้ว่าราชการ Adriaen Maertensz ซึ่งบารอนและบารอนเนส Van Pallandt ได้มอบหมาย ให้สถาปนิก David Zocher และลูกชายของเขา Louis Paul Zocher เป็นผู้ออกแบบสวนบริเวณรอบๆ ปราสาท ในปี ค.ศ.1949 นายกเทศมนตรีของเมืองลิซเซ่มีความคิดที่จะจัดงานแสดงดอกไม้เพื่อประชาสัมพันธ์และช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการส่งออกดอกไม้ของเนเธอร์เเลนด์ ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกดอกไม้รายใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งเเต่นั้นมาสวนเคอเคนฮอฟก็ได้มีการจัดงานขึ้นทุกๆ ปีให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เดินทางไปเยี่ยมชม และตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของทิวลิปนับล้านๆ ดอกที่ต่างประชันความงามกันอย่างพร้อมเพรียง

  • เที่ยง
    • รับประทานอาหารเที่ยง (มื้อที่6)
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) (ระยะทาง 40 กม. / 1 ชม.) เป็นเมืองหลวงของ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Amstel ปัจจุบันอัมสเตอร์ดัมยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจและยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในประเทศและมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกด้วย
    • จากนั้นนำท่านเยี่ยมชม โรงงานเพชร Royal coaster diamond factory ในเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์มีโรงงานเพชรอยู่หลายโรงงานและหนึ่งในผู้ที่เก่าแก่ที่สุดก็คือที่นี้ สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1852 เพชรที่มีชื่อเสียงของที่นี้คือ "Kokhinur" ถูกดัดแปลงเป็นสมบัติของอังกฤษ นั้นก็คือมงกุฎและปัจจุบันเก็บไว้ในหอคอยลอนดอน
    • จากนั้นพาทุกท่าน ล่องเรือท่องเที่ยวรอบคลองในอัมสเตอร์ดัม(Amsterdam Canal Cruise) เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ให้ท่านสัมผัสกับความสวยงามแห่งสายน้ำของเมืองอัมสเตอร์ดัมอย่างใกล้ชิด โดยเรือท่องเที่ยวเหล่านี้จะล่องไปบนผืนน้ำตามคลองเฮเรนกราทช์ (Herengracht), ไคเซอร์กราทช์ (Keizersgracht) และ พรินเซนกราทช์ (Prinsengracht) ซึ่งเป็นคลองที่มีชื่อเสียงของอัมสเตอร์ดัม และลอดผ่านใต้สะพานที่สวยงามหลายแห่งซึ่งทอดยาวผ่านเส้นทางน้ำรอบๆ เมือง
    • จากนั้นนำท่านท่องเที่ยวรอบเมืองอัมสเตอร์ดัม เริ่มที่ โบสถ์ New church เป็นโบสถ์ ศตวรรษที่ 15 ในอัมสเตอร์ดัมที่ตั้งอยู่บน Dam Square ถัดจากพระบรมมหาราชวัง เดิมเป็นเขตปกครองของโบสถ์ Dutch Reformed Churchปัจจุบันเป็นของคริสตจักรโปรเตสแตนต์ในเน เธอร์แลนด์ ปัจจุบันถูกใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ให้ถ่ายภาพความสวยงามด้านนอกกับ พระราชวังหลวงอัมสเตอร์ดัม (Royal Palace) อาคารที่หรูหราและโอ่อ่าที่สุดของเนเธอแลนด์ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 17 โดยพระเจ้าหลุยส์ ในอดีตอาคารนี้เคยมีบทบาทเป็นศาลาว่าการมาก่อน ปัจจุบันถูกใช้สำหรับกิจกรรมในพระราชสำนักและกิจกรรมระดับประเทศ จัตุรัสดัมสแควร์(Dam Square) เป็นสัญลักษณ์ของอัมสเตอร์ดัมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ โดยเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์แห่งชาติเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นย่านที่รายล้อมไปด้วยอาคารเก่าแก่ ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่ และ The Old Church เป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุด ในอัมสเตอร์ดัมและเป็นสถาบันศิลปะที่อายุน้อยที่สุด (ตั้งแต่ปี 2012) โดยจัตุรัสรอบๆ โบสถ์คือ Oudekerksplein
    • ให้ท่านได้อิสระช้อปปิ้ง ย่านคาลเวอร์สตรัส Kalverstraat เป็นถนนช้อปปิ้งที่พลุกพล่านในอัมสเตอร์ดัม เป็นสินค้าแฟชั่นแนวไฮสตรีท รองเท้าและกระเป๋า เช่น H&M, Zara, Lady Sting, Björn Borg, กางเกงยีนส์ Levi, Esprit, Sissy Boy, Nike, และยังมีร้านบูติก ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ น้ำหอม ของขวัญและของที่ระลึกพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ซื้อเป็นของฝากอีกด้วย
    ชมวิวเมืองอัมสเตอร์ดัมในมุมมองที่แตกต่างออกไป ด้วยการล่องเรือลำเล็กกะทัดรัดแต่สว...

    ชมวิวเมืองอัมสเตอร์ดัมในมุมมองที่แตกต่างออกไป ด้วยการล่องเรือลำเล็กกะทัดรัดแต่สวยงามไปรอบ ๆ คูคลองอันโด่งดัง คุณจะได้รับออดิโอไกด์ (ซึ่งมีให้เลือกถึง 19 ภาษาด้วยกัน) ที่จะมาเล่าเรื่องราวของแต่ละสถานที่ ๆ ตามเส้นทางการล่องเรือ เรือหลังคากึ่งเปิดโล่งนี้จะพาคุณไปชมอัมสเตอร์ดัมในแง่มุมและอรรถรสที่แตกต่างออกไปจากเดิม คุณจะได้รับลมอันสดชื่นขณะชมวิวที่งดงามแบบไม่มีใครเทียบระหว่างล่องเรือนี้ ส่วนที่ยอดเยี่ยมของเรือลำนี้คือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน ไม่ส่งเสียงดังรบกวน และไม่ปล่อยไอเสีย ล่องเรือชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในบริเวณโดยรอบ เก็บภาพสวย ๆ และใช้เวลาผ่อนคลายขณะอยู่บนเรือ ข้อดีอีกอย่างก็คือทริปล่องเรือนี้มีตารางการล่องเรือที่หลากหลายในหนึ่งวัน ทำให้คุณสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับตารางการเดินทางของคุณ! เพียงคุณจองและรับบัตรที่บริเวณแลกรับบัตร จากนั้นเดินไปที่ท่าเรือที่ห่างออกไปเพียง 5 นาทีเท่านั้น ไม่มีการท่องเที่ยวครั้งไหนจะง่ายดายไปกว่านี้แล้ว!

  • เย็น
    • รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่7)
    • ที่พัก: XO Hotel Blue Tower 4* หรือโรงแรมระดับใกล้เคียงกัน
    • (ชื่อโรงแรมที่ท่านพัก ทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย5-7วันก่อนวันเดินทาง)
วันที่ห้า 5 : เมืองอัมสเตอร์ดัม- หมู่บ้านกังหันลมซานส์สคันส์- World of wildmills-โรงงานทำรองเท้าไม้- โรง...
  • เช้า
    • รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (มื้อที่8)
    • นำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านกังหันลมซานส์สคันส์ (Zaanse Schans) (ระยะทาง 20 กม. / 30 นาที) แลนด์มาร์คแห่งเนเธอร์แลนด์ เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในของประเทศ มีกังหันลมนับร้อยแห่งซึ่งชาวดัชท์ใช้กังหันลมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ได้ถูกจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านขายของที่ระลึก และศูนย์ฝึกอบรม ให้ท่านเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในหมู่บ้าน
    • นำท่านเก็บภาพความประทับใจกับ World of wildmills กังหัน ลมนับร้อยรอบๆหมู่บ้านกังหัมลม สามารถขึ้นไปชมวิวได้แบบพาโนรามา รับลมเย็นๆแบบโรแมนติกทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างสุดลูกหูลูกตา
    • โรงงานทำรองเท้าไม้ (Wooden shoe workshop) มีการจำลองโรงงานรองเท้าไม้ ที่เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน สมัยก่อนรองเท้าเป็นสิ่งที่หายาก แพง เป็นของสำหรับคนมีฐานะชาวนาผู้ห่างไกลความเจริญจึงต้องสร้างรองเท้าขึ้นมาเอง โดยทำมาจากไม้ที่พิเศษที่สามารถกันน้ำได้เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์เป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งที่น้ำท่วมถึง ท่านสามารถซื้อรองเท้าไม้สีสันสดใสเป็นของฝากได้
    • โรงงานทำชีส (Catharina Hoeve Cheese) โรงงานมีการสาธิตการทำชีส ฟังบรรยายทุกขั้นตอน นำท่านเดินชมแต่ละจุดพร้อมชิมชีสที่มีหลายชนิดรสชาติที่แตกต่างกันไปและสามารถซื้อเป็นของฝาก
    • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองเกนต์ (Ghent) ประเทศเบลเยี่ยม (ระยะทาง 245 กม. / 3.30 ชม.) เมืองลูกผสมระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ที่มีเอกลักษณ์ และความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์และการวางผังเมืองที่รอบคอบ ทำให้ทุกอย่างอยู่ในระยะเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้นักท่องเที่ยวได้ชมทิวทัศน์ที่งดงามของสายน้ำที่ตัดกับสถาปัตยกรรมของเมืองได้อย่างลงตัว
    กังหันลมคือสิ่งที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของชาวดัชต์ผู้อาศัยอยู่ในดินแดน...

    กังหันลมคือสิ่งที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของชาวดัชต์ผู้อาศัยอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมายาวนาน โดยกังหันลมคือเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างพลังงานในการปั๊มน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มไปยังแม่น้ำเพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้ ในสมัยก่อนกังหันลมไม้มีความสำคัญต่อการเกษตรมาก ทว่าปัจจุบันกังหันลมแบบดั้งเดิมเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากเกษตรกรหันมาใช้อุปกรณ์อย่างอื่นแทน เช่น กังหันลมใหญ่ๆ ( wind turbine ) เพราะสามารถผลิตพลังงานได้มากกว่า

  • เที่ยง
    • รับประทานอาหารเที่ยง (มื้อที่9)
    • นำท่านถ่ายภาพด้านหน้ากับแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง ปราสาทเกรเวนสตีน The Gravensteen (Castle of the Counts) เป็นที่อยู่อาศัยของเคานต์แห่งแฟลนเดอร์สจนถึงปี 1353 ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ใหม่ให้เป็นศาล เรือนจำ โรงกษาปณ์ และแม้กระทั่งในฐานะโรงงานฝ้าย ได้รับการบูรณะในช่วงปี พ.ศ. 2436-2446 และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญในเมือง
    • ถ่ายภาพกับ หอระฆังแห่งเกนต์ (Het Belfort van Gent) เป็นหอระฆังสูง 95 เมตรใจกลางเมืองเกนต์ของเบลเยียม หอคอยนี้เป็นหอคอยกลางของแถวหอคอย Ghent ที่มีชื่อเสียง หอระฆังของ Ghent ร่วมกับ Cloth Hall และMammelokker เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกของ UNESCO ตั้งแต่ปี 2542 ชม
    • อาสนวิหารเซนต์บาโว St. Bavo's Cathedral เป็นอาสนวิหารของโบสถ์คาทอลิกในเมืองเกนต์ประเทศเบลเยียม อาคารสไตล์โกธิก สูง 89 เมตรนี้เป็นที่นั่งของสังฆมณฑลเกนต์และตั้งชื่อตามนักบุญบาโวแห่งเกนต์ อีกทั้งมหาวิหารแห่งนี้ยังเป็นที่เก็บผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงคนของประเทศอีกด้วย
    • ถนน Graslei Notable street เดินเล่นไปตามถนนจะมีร้านอาหาร คาเฟ่ บิสโตร ร้านของฝากให้ท่านได้เลือกซื้อตามอัธยาศัย
    • นำท่านเดินทางสู่ เมืองบรัสเซลส์ (Brussels) (ระยะทาง 56 กม. / 1 ชม.) เมืองหลวงประเทศเบลเยี่ยม เป็นเมืองที่มีความใหญ่โต เเละสวยงามเป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศอย่างคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) เเละสำนักงานใหญ่ของนาโต (NATO) อีกด้วย ถึงแม้จะเป็นเมืองหลวงขนาดเล็ก แต่ด้วยความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งนี้ ได้ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้มาค้นหาอย่างไม่ขาดสาย
    • นำท่านเที่ยวแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองแห่งนี้ที่ อะโตเมียม(Atomium sculpture) ถือเป็นสถาปัตยกรรมล้ำยุคที่ตั้งอยู่กลางกรุงบรัสเซลล์ อะโตเมียม มีรูปทรงล้ำสมัย โดยได้รับเเรงบันดาลใจจากรูปทรงของอะตอมในเชิงวิทยาศาสตร์ สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการ งานเอ็กซ์โป เมือปี 1958 โดยลูกบอล จำนวน 9 ลูก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เมตร เเต่ละลูกจะมีการเชื่อมต่อกัน มีความสูง 108 เมตร มีน้ำหนักรวมถึง 2,400 ตัน ใช้เวลาในการก่อสร้างเกือบ 2 ปี ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายที่สะท้อนการ ก้าวกระโดดของเบลเยี่ยมสู่เทคโนโลยียุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
    • รูปปั้นแมนิเกนพีส (Manneken Pis fountain) ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมของถนนเลทุฟตัดกับถนนแซน รูปปั้นแมนิเกนพีส มีความสวยงามเเละมีความเก่าเเก่มาก คำว่า Manneken Pis มีความหมายว่า เด็กชายกำลังฉี่ เป็นประติมากรรมมีลักษณะเป็นน้ำพุขนาดเล็ก ตัวประติมากรรมหล่อด้วยทองเเดงเป็นรูปเด็กผู้ชายเปลือยกาย กำลังยืนฉี่ลงอ่าง โดยมีความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร โดยในเทศกาลที่สำคัญ จะมีการนำชุดต่างๆ มาสวมให้กับรูปปั้นตัวนี้ด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศให้เข้ากับแต่ละเทศกาล
    • ไปเก็บภาพความประทับใจด้านนอกต่อกันที่สถาปัตยกรรมงดงามอาคารที่สวยที่สุดในบรัสเซลล์หลังหนึ่งก็คือ พระราชวังหลวงแห่งบรัสเซลล์ (Royal Palace of Brussels) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสวนสาธารณะบรัสเซลล์ตรงข้ามกับอาคารรัฐสภา พระราชวังหลวงแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของระบบรัฐบาลของเบลเยียมที่มีการปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชวังแห่งนี้เป็นสถานที่ที่กษัตริย์เบลเยี่ยมใช้เป็นที่ประทับทรงงานและปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ทรงใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงยังทรงเปิดให้เป็นที่พักสำหรับอาคันตุกะระดับผู้นำประเทศในระหว่างที่มาเยือนอีกด้วย
    • เก็บภาพความประทับใจที่ จัตุรัสกร็องปลัส (Grand Place) คือจัตุรัสกลางเมืองบรัสเซลส์ เป็นศูนย์กลางด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ประจำเมืองที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นจัตุรัสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1998 โดยปัจจุบันสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของจัตุรัสแห่งนี้ก็มีทั้งศาลาว่าการกรุงบรัสเซลส์ (Brussels Town Hall) อาคารของพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (Brussels City Museum) ประติมากรรมล้ำค่า ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านแผ่นเสียง บาร์ งานกราฟฟิตี้ ฯลฯ
    • อิสระให้ท่านช้อปปิ้งตามอัธยาศัยที่ ถนน Avenue Louise เป็นถนนที่มีชื่อเสียงและมีราคาแพงที่สุดแห่งหนึ่งในบรัสเซลส์ เรียงรายไปด้วยร้านเสื้อผ้าแฟชั่นระดับไฮเอนด์และร้านบูติก นอกจากนี้ยังมีสถานทูตและสำนักงานหลายแห่งด้วยกัน
    ปราสาทเกรเวนสตีน The Gravensteen (Castle of the Counts) เป็นที่อยู่อาศัยของเคาน...

    ปราสาทเกรเวนสตีน The Gravensteen (Castle of the Counts) เป็นที่อยู่อาศัยของเคานต์แห่งแฟลนเดอร์สจนถึงปี 1353 ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ใหม่ให้เป็นศาล เรือนจำ โรงกษาปณ์ และแม้กระทั่งในฐานะโรงงานฝ้าย ได้รับการบูรณะในช่วงปี พ.ศ. 2436-2446 และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญในเมือง

    หอระฆังเกนท์เป็นหนึ่งในสามเสายุคกลางที่มองเห็นใจกลางเมืองเก่าของGhent , เบลเยียม...

    หอระฆังเกนท์เป็นหนึ่งในสามเสายุคกลางที่มองเห็นใจกลางเมืองเก่าของGhent , เบลเยียมอีกสองคนที่อยู่ในวิหารแซง Bavoและโบสถ์เซนต์นิโคลัส ความสูงทำให้เป็นหอระฆังที่สูงที่สุดในเบลเยียมหอระฆังเกนท์ร่วมกับอาคารที่แนบมามันเป็นชุดของBelfries แห่งเบลเยียมและฝรั่งเศสที่ยูเนสโก มรดกโลก การก่อสร้างหอคอยเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1313 หลังจากออกแบบโดยนายช่าง Jan van Haelst แผนการของเขายังคงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เมืองเกนต์ หลังจากอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ ผ่านสงครามภัยพิบัติและความวุ่นวายทางการเมืองในการทำงานถึงแล้วเสร็จในปี 1380. มันเป็นใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของช่วงเวลานี้ว่ามังกรทองนำมาจากบรูจส์ , สันนิษฐานว่าสถานที่บนยอดหอคอย ส่วนบนสุดของอาคารได้รับการสร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับจำนวนระฆังที่เพิ่มขึ้น สถาปนิกท้องถิ่นLieven Cruylได้ออกแบบยอดแหลมสไตล์บาโรกในปี 1684 การออกแบบของเขาไม่ได้ถูกนำไปใช้ และในปี 1771 หอระฆังก็สร้างยอดแหลมหลังจากการออกแบบโดยสถาปนิก Louis 't Kindt นีโอโกธิคหน่อเหล็กหล่อถูกวางลงบนหอคอยใน 1851 ขดลวดเหล็กนี้ถูกทำลายระหว่าง 1911-1913 และถูกแทนที่ด้วยยอดหินปัจจุบัน งานนี้ดำเนินการภายใต้การดูแลของ Valentin Vaerwijck ซึ่งการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบดั้งเดิมตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา หอระฆังไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นหอระฆังเพื่อประกาศเวลาและคำเตือนต่างๆ แต่ยังใช้เป็นหอสังเกตการณ์ที่มีป้อมปราการแน่นหนาและเป็นที่จัดเก็บเอกสารยืนยันสิทธิ์ของเทศบาลอีกด้วย

    อะโตเมียม(Atomium sculpture) ถือเป็นสถาปัตยกรรมล้ำยุคที่ตั้งอยู่กลางกรุงบรัสเซลล...

    อะโตเมียม(Atomium sculpture) ถือเป็นสถาปัตยกรรมล้ำยุคที่ตั้งอยู่กลางกรุงบรัสเซลล์ อะโตเมียม มีรูปทรงล้ำสมัย โดยได้รับเเรงบันดาลใจจากรูปทรงของอะตอมในเชิงวิทยาศาสตร์ สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการ งานเอ็กซ์โป เมือปี 1958 โดยลูกบอล จำนวน 9 ลูก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เมตร เเต่ละลูกจะมีการเชื่อมต่อกัน มีความสูง 108 เมตร มีน้ำหนักรวมถึง 2,400 ตัน ใช้เวลาในการก่อสร้างเกือบ 2 ปี ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายที่สะท้อนการ ก้าวกระโดดของเบลเยี่ยมสู่เทคโนโลยียุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

    2 รูปปั้นแมนิเกนพีส (Manneken Pis fountain) ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมของถนนเลทุฟตัดกั...

    2 รูปปั้นแมนิเกนพีส (Manneken Pis fountain) ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมของถนนเลทุฟตัดกับถนนแซน รูปปั้นแมนิเกนพีส มีความสวยงามเเละมีความเก่าเเก่มาก คำว่า Manneken Pis มีความหมายว่า เด็กชายกำลังฉี่ เป็นประติมากรรมมีลักษณะเป็นน้ำพุขนาดเล็ก ตัวประติมากรรมหล่อด้วยทองเเดงเป็นรูปเด็กผู้ชายเปลือยกาย กำลังยืนฉี่ลงอ่าง โดยมีความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร โดยในเทศกาลที่สำคัญ จะมีการนำชุดต่างๆ มาสวมให้กับรูปปั้นตัวนี้ด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศให้เข้ากับแต่ละเทศกาล

    บรัสเซลส์ (อังกฤษ: Brussels), บรูว์แซล (ฝรั่งเศส: Bruxelles) หรือ บรึสเซิล (ดัตช...

    บรัสเซลส์ (อังกฤษ: Brussels), บรูว์แซล (ฝรั่งเศส: Bruxelles) หรือ บรึสเซิล (ดัตช์: Brussel; เยอรมัน: Brüssel) เรียกอย่างเป็นทางการว่า แคว้นนครหลวงบรัสเซลส์ (ฝรั่งเศส: Région de Bruxelles-Capitale; ดัตช์: Brussels Hoofdstedelijk Gewest) หรือ แคว้นบรัสเซลส์เป็นเมืองหลวงของประเทศเบลเยียม และเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงอย่างไม่เป็นทางการของสหภาพยุโรป (อียู) แคว้นบรัสเซลส์แบ่งการปกครองย่อยเป็นเทศบาลจำนวน 19 แห่ง รวมถึง เทศบาลนครบรัสเซลส์ (City of Brussels) ซึ่งอยู่ใจกลางแคว้นมีอาณาเขตเพียง 32.61 ตร.กม. และเป็นที่มาของชื่อแคว้นนครหลวงซึ่งกินบริเวณกว้างกว่ามาก (161 ตร.กม.) นอกจากนั้นบรัสเซลส์ยังเป็นที่ตั้งของประชาคมฝรั่งเศสและประชาคมเฟลมิช เขตเทศบาลนครบรัสเซลส์มีประชากรประมาณ 140,000 คน แต่แคว้นนครหลวงบรัสเซลส์นั้นมีประชากรรวมประมาณเกือบ 2 ล้านคน เบลเยียมเป็นประเทศที่มีการแบ่งเขตของประชากรที่พูดภาษาดัตช์ (ทางเหนือ) และภาษาฝรั่งเศส (ทางใต้)​ โดยมีเส้นแบ่งเขตที่ชัดเจน บรัสเซลส์นั้นอยู่ในพื้นที่ของภาษาดัตช์ แต่ภาษาอย่างเป็นทางการนั้นใช้ทั้งสองภาษา โดยส่วนใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศส บรัสเซลส์เป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญหลายแห่ง หน่วยงานสำคัญของสหภาพยุโรป 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) และคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงบรัสเซลส์ นอกจากนี้บรัสเซลส์ยังเป็นที่ตั้งของนาโต (NATO) อีกด้วย ทำให้หลายประเทศมีสถานทูตในบรัสเซลส์ถึง 3 แห่ง คือ สถานทูตปกติของแต่ละประเทศ สถานทูตประจำสหภาพยุโรป และสถานทูตประจำนาโต

    จัตุรัสหลักแห่งบรัสเซลส์ หรือ กร็อง-ปลัสเดอบรูว์แซล และ โกรเทอมาคท์ คือจัตุรัสกล...

    จัตุรัสหลักแห่งบรัสเซลส์ หรือ กร็อง-ปลัสเดอบรูว์แซล และ โกรเทอมาคท์ คือจัตุรัสกลางบรัสเซลส์ซึ่งรายล้อมด้วยเหล่าอาคารเก่าอันสวยงามและกลมกลืนกันทางสถาปัตยกรรม และถือว่าเป็นจัตุรัสที่สวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะออแตลเดอวีล (Hôtel de Ville de Bruxelles) และแมซงดูว์รัว (Maison du Roi) จัตุรัสแห่งนี้ถือเป็นบริเวณที่สำคัญที่สุดในการท่องเที่ยวและยังถือเป็นจุดหมายตาที่สำคัญแห่งหนึ่งของเบลเยียมอีกด้วย กร็อง-ปลัสแห่งนี้มีขนาดความกว้าง 68 เมตร ยาว 110 เมตร ในปัจจุบัน จัตุรัสแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1695 กองทัพฝรั่งเศสกว่า 70,000 นาย นำโดยจอมพลฟร็องซัว เดอ เนิฟวิลล์ ดยุกแห่งวิเยอรัว ได้เปิดฉากถล่มกรุงบรัสเซลส์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของกองกำลังฝ่ายสันนิบาตออกส์เบิร์กจากการบุกล้อมนามูร์ซึ่งในขณะนั้นเป็นของฝรั่งเศส โดยได้ถล่มด้วยปืนใหญ่และปืนครกจำนวนมากมายเข้าไปยังภายในใจกลางเมืองทำให้เกิดไฟไหม้ใหญ่ไปทั่วนครบรัสเซลส์ในขณะนั้น รวมทั้งสร้างความเสียหายอย่างมากแก่กร็อง-ปลัส และอาคารบ้านเรือนโดยรอบ โดยหลังจากเพลิงสงบลงตัวอาคารของศาลาว่าการนั้นเหลือเพียงแต่โครงเปลือกด้านนอกเท่านั้น จัตุรัสกร็อง-ปลัสนั้นต่อมาได้ใช้เวลาบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมดกว่าสี่ปีเต็มโดยฝีมือของกลุ่มกิลด์แห่งบรัสเซลส์ โดยมาจากการอนุญาตโดยสภาที่ปรึกษาของเมือง และผู้ว่าการกรุงบรัสเซลส์ในขณะนั้นซึ่งให้ส่งแบบประกวดของกร็อง-ปลัสเพื่ออนุมัติการก่อสร้าง ซึ่งนี่คือสาเหตุที่ตัวอาคารทั้งหมดโดยรอบจัตุรัสนั้นจึงได้สวยงามกันอย่างกลมกลืนในแบบสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าจะต้องตั้งอยู่คู่กับศาลาว่าการกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งถูกสร้างในแบบสถาปัตยกรรมกอทิก บาโรก และหลุยส์ที่ 14 ต่อมาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เหล่านักปฏิวัติได้บุกเข้ายึดบริเวณจัตุรัสและทำลายรูปปั้นอันเป็นสัญลักษณ์ของระบบศักดินา และศาสนาอาคารโดยรอบซึ่งสร้างและออกแบบโดยกลุ่มกิลด์ (Guildhalls) ได้ถูกริบเป็นของรัฐและถูกขายทอดตลาด ทำให้ต่อมาตัวอาคารต่างๆนั้นถูกทิ้งร้างและอยู่ในสภาพทรุดโทรมจากมลภาวะ และฤดูกาล และต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้ว่าฯ ชาลส์ บุล ได้คืนความงดงามของจัตุรัสนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยให้มีโครงการปรับปรุงและบูรณะอาคารต่างๆให้กลับมาอยู่ในสภาพงดงามเช่นเดิม

  • เย็น
    • รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่10)
    • ที่พัก: Gresham Belson Hotel Brussels 4* หรือโรงแรมระดับใกล้เคียงกัน
    • (ชื่อโรงแรมที่ท่านพัก ทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนวันเดินทาง)
วันที่หก 6 : เมืองบรัสเซลส์-เมืองแร็งส์-มหาวิหารแร็งส์ -โบสถ์เซนต์แร็งส์ -เมืองปารีส -ถนนฌ็องเซลิเซ่-ปร...
  • เช้า
    • รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (มื้อที่11)
    • เดินทางสู่ เมืองแร็งส์ (Reims) ประเทศฝรั่งเศส (ระยะทาง 229 กม. / 3 ชม.) เป็นเมืองในจังหวัดมาร์นในแคว้นช็องปาญาร์แดนตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของปารีส ก่อตั้งขึ้นโดยกอลและกลายมาเป็นเมืองสำคัญระหว่างสมัยจักรวรรดิโรมัน ต่อมาแร็งส์ก็มามีบทบาทสำคัญต่อราชบัลลังก์ฝรั่งเศสในการเป็นสถานที่สำหรับการทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสที่มหาวิหารนอเทรอดามแห่งแร็งส์ นำท่านเที่ยวแลนด์มาร์คของเมือง
    • เริ่มต้นที่ มหาวิหารแร็งส์ (Notre-Dame de Reims) ที่มีความสำคัญจากการเคยเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ของประเทศฝรั่งเศส ถือว่าเป็นมหาวิหารที่มีความโดดเด่นมาก ไม่ว่าจะเป็นขนาดและสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามไม่แพ้มหาวิหารอื่นๆ ภายในมีหน้าต่างประดับกระจกสีที่สร้างระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 20 ประดับหน้าต่างกุหลาบที่ได้รับการประดับด้วยกระจกสี ที่อยู่เหนือประตูทางเข้าด้านตะวันตกมองจากด้านในอีกด้วย
    • พาทุกท่านไปชม โบสถ์เซนต์แร็งส์ (Saint Remi Basilica หรือ Basilique Saint-Remi) อีกหนึ่งคริสตจักรที่สร้าง แด่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่9 ซึ่งเริ่มมีการก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 1099 ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์เมื่อปี 1841 เป็นสิ่งมหัศจรรย์ด้านสถาปัตยกรรมและเป็นอาคารที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองแร็งส์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันเงียบสงบของวิหารอันสุขสงบแห่งนี้ ตัววิหารสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ต่อมาถูกทำลายอย่างหนักในสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นเวลา 40 ปี สถานที่แห่งนี้ตั้งชื่อตามบิชอปผู้เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเมืองในปัจจุบันเขาเคยชักจูงให้บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์โคลวิสกษัตริย์ของแฟรงก์หันมานับถือศาสนาคริสต์ได้สำเร็จในศตวรรษที่ 6
    “มหาวิหารแรงส์” เคยเป็นสถานที่ที่ใช้ในพิธีสวมมงกุฎกษัตริย์คนแรกของประเทศฝรั่งเศส...

    “มหาวิหารแรงส์” เคยเป็นสถานที่ที่ใช้ในพิธีสวมมงกุฎกษัตริย์คนแรกของประเทศฝรั่งเศส โดย พระเจ้าโคลวิสที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ที่ถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของฝรั่งเศสได้ทำพิธีรับศีลจุ่มจาก นักบุญเรมี บาทหลวงของเมืองแรงส์ เมื่อปี ค.ศ.496 ซึ่งถือว่ามหาวิหารแห่งมีอายุราวกว่า 1,500 ปีเลยทีเดียว มหาวิหารก่อสร้างเสร็จ เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ยกเว้นบริเวณด้านหน้าที่ก่อสร้างเสร็จอีกศตวรรษต่อมา สำหรับการก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ที่มีความสวยงาม โดยสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระแม่มารี ลักษณะเด่นของวิหารแห่งนี้คือ หอคอยคู่ที่อยู่ด้านหน้า และความงดงามของปลายแหลมยอดโบสถ์ และมีรูปปั้นด้านหน้าของพระแม่มารี ส่วนหอมีความสูง 81 เมตร ย่อจากแบบเดิมที่ออกแบบให้สูง 120 เมตร หอด้านใต้มีระฆังสองใบ ใบหนึ่งคาร์ดินาลแห่งลอเรน ตั้งชื่อให้ว่า “ชาร์ลอต” เมื่อ ปีค.ศ.1570 ซึ่งหนักกว่า 10,000 กิโลกรัม หรือ 11 ตัน ขณะที่ภายในมหาวิหารเป็นห้องโถงยาวสุดไปยังแท่นพิธี ซึ่งมีหน้าต่างบานที่มีหลากหลายสีสัน “โรส วินโดว์” ซึ่งเป็นกระจกสีทรงกลมสเมือนกลีบดอกกุหลาบ และมีความงดงาม อย่างไรก็ตาม มหาวิหารแห่งนี้ได้รับการบูรณะจากเหตุการณ์ไฟไหม้ เมื่อปี ค.ศ.1211 โดยทางเดินกลางขยายให้ยาวขึ้น เพื่อให้มีเนื้อที่เพียงพอกับผู้ที่เข้าร่วมพิธีสวมมงกุฎ เมื่อปี ค.ศ.1875 รัฐสภาแห่งประเทศฝรั่งเศส อนุมัติเงิน 80,000 ปอนด์ (ประมาณ 3.18 ล้านบาท) เพื่อปฏิสังขรณ์ด้านหน้ามหาวิหาร ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และเป็นงานฝีมือชิ้นเอกจากยุคกลาง แต่จากนั้นมหาวิหารแรงส์โดนระเบิดระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับการบูรณะอีกครั้ง เมื่อปี ค.ศ.1919 จนแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1938 แต่การซ่อมก็ยังทำต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน “มหาวิหารแรงส์” ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโก้ให้ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” เมื่อปี ค.ศ. 1991 และก็ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วทุกมุมโลกที่ต่างเดินทางมาชมความยิ่งใหญ่ ความสวยงาม และศึกษาประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานของมหาวิหารสำคัญแห่งดินแดนเมืองน้ำหอมแห่งนี้…

    โบสถ์เซนต์แร็งส์ (Saint Remi Basilica หรือ Basilique Saint-Remi) อีกหนึ่งคริสตจั...

    โบสถ์เซนต์แร็งส์ (Saint Remi Basilica หรือ Basilique Saint-Remi) อีกหนึ่งคริสตจักรที่สร้าง แด่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่9 ซึ่งเริ่มมีการก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 1099 ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์เมื่อปี 1841 เป็นสิ่งมหัศจรรย์ด้านสถาปัตยกรรมและเป็นอาคารที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองแร็งส์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันเงียบสงบของวิหารอันสุขสงบแห่งนี้ ตัววิหารสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ต่อมาถูกทำลายอย่างหนักในสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นเวลา 40 ปี สถานที่แห่งนี้ตั้งชื่อตามบิชอปผู้เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเมืองในปัจจุบันเขาเคยชักจูงให้บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์โคลวิสกษัตริย์ของแฟรงก์หันมานับถือศาสนาคริสต์ได้สำเร็จในศตวรรษที่ 6

  • เที่ยง
    • รับประทานอาหารเที่ยง (มื้อที่12)
    • นำทุกท่านเดินทางไปสู่ เมืองปารีส (Paris) (ระยะทาง 143 กม. / 2 ชม.) เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส
    • เริ่มต้นเที่ยวเมืองปารีสด้วยการพาทุกท่านไป ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) เป็นหนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในฝรั่งเศส ย่านศูนย์การค้าระดับพรีเมียม แหล่งรวมสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกทุกแบรนด์ ร้านอาหารที่มีความหรูหราอลังการ ถือว่าเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงปารีส ย่านการค้าที่มีค่าเช่าที่แพงที่สุดในโลก และยังถูกจัดอันดับให้แป็นถนนที่สวยที่สุดในโลก ตึกส่วนใหญ่บนถนนฌ็องเซลิเซ่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานศิลปะ Art Deco กับการตกแต่งสไตล์ Art Nouveau เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
    • จากนั้นพาทุกท่านไปที่ ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de Triomphe) หรือเรียกเต็มๆว่า อาร์กเดอทรียงฟ์เดอเลตวล เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดย ฌ็อง ชาลแกร็ง มีอายุกว่า 200 ปีสร้างขึ้นปี พ.ศ. 2349 มีความสูง 49.5 เมตร มีความกว้าง 45 เมตรและมีความลึกถึง 22 เมตรถูกจัดอันดับเป็นประตูชัยที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกหลังจากที่จักรพรรดิ นโปเลียนที่ 1 ได้รับชัยชนะจากยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่าสามสิบปี ใช้ศิลปะคลาสสิคใหม่ที่ดัดแปลงมาจากสถาปัตยกรรมโรมันโบราณโดยการใช้รูปปั้นแกะสลักจากช่างแกะสลักคนสำคัญแห่งยุค มีรูปแกะสลักที่เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ การปลุกใจ รวมทั้งสดุดีการเสียสละแก่วีรชนทหารกล้าที่ทำเพื่อประเทศฝรั่งเศส ต่อมาถูกตั้งให้เป็นอนุสรณ์ของทหารฝรั่งเศสในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นสุสานของทหารนิรนามที่ทำเพื่อประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย
    • พาท่านนเช็คอิน หอไอเฟล (Eiffel Tower) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศฝรั่งเศส ตัวอาคารก่อสร้างโดยโครงเหล็กทั้งหมด มีความสูงประมาณ 300 เมตร (เทียบกับตึกประมาณ 75 ชั้น) สร้างเป็นรูปแบบหอคอย โดยถูกตั้งตามชื่อของสถาปนิกที่คนออกแบบชื่อว่า “กุสตาฟ ไอเฟล” ซึ่งเป็นทั้งวิศวกรและสถาปนิกชื่อดังของฝรั่งเศสในยุคนั้น ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างงานเหล็กโดยเฉพาะ หอไอเฟลสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นผลงานในการเฉลิมฉลองวันครบรอบ 100 ปี แห่งการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศส และเพื่อแสดงถึงความร่ำรวย ยิ่งใหญ่ รวมถึงความสำเร็จในยุคอุตสาหกรรมของประเทศในขณะนั้นด้วยหนึ่ง ในจุดถ่ายรูปหอไอเฟลที่ดีที่สุดคือลานตรงข้างหน้าปราสาท Palais de Chaillot ที่อยู่ใกล้ๆกับสถานีของ Trocadéro ที่เราจะพาทุกท่านไป เพราะตรงนี้เป็นมุมถ่ายแล้วจะเห็นหอไอเฟลแบบไม่มีอะไรมาบังความสวยงามแน่นอน
    • จากนั้นนำท่าน ล่องเรือแม่น้ำแซน โดย บาโต มูช (Bateaux-Mouches) (ประมาณ 1 ชม.) มีการบรรยายเกี่ยวกับประวัติเมืองปารีสตลอดทั้งสายการเดินทางระหว่างสองข้างทางที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิหารน็อทร์-ดาม, หอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เป็นต้น
    ปารีส (ฝรั่งเศส: Paris /paˈʁi/ ปารี) เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม...

    ปารีส (ฝรั่งเศส: Paris /paˈʁi/ ปารี) เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส บนใจกลางแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ (Île-de-France หรือ Région parisienne (RP) ) ภายในกรุงปารีสมีประชากรประมาณ 2,167,994 คน เขตเมืองปารีส (Unité urbaine) ซึ่งมีพื้นที่ขยายเกินขอบเขตอำนาจการปกครองของเมืองนั้น มีประชากรกว่า 9.93 ล้านคน (พ.ศ. 2547) ในขณะที่เขตมหานครปารีส (Agglomération parisienne) มีประชากรเกือบ 12 ล้านคนและเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป จากการตั้งถิ่นฐานมากว่า 2 พันปี ปัจจุบันกรุงปารีสเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลก และด้วยอิทธิพลของการเมือง การศึกษา บันเทิง สื่อ แฟชั่น วิทยาศาสตร์และศิลปะ ทำให้กรุงปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศส ด้วยจำนวนเงินกว่า 500.8 ล้านล้านยูโร (628.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมากกว่าหนึ่งส่วนสี่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2548[10] กรุงปารีสยังเป็นสถานที่ทำการของบริษัทยักษ์ใหญ่ 36 บริษัทจากบริษัทยักษ์ใหญ่ 500 บริษัทจากการสำรวจของฟอร์จูน โกลบัล 500 (Fortune Global 500) อีกด้วย โดยเฉพาะย่านธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป ลา เดฟองซ์ ทั้งยังเป็นที่จัดงานนิทรรศการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงสหประชาชาติ ฯลฯ ปารีสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังแห่งหนึ่งในโลก โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี กรุงปารีสเป็นหนึ่งใน 4 นครสำคัญของโลก อีกสามนครคือ ลอนดอน, โตเกียว และ นิวยอร์ก

    ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) ตั้งอยู่เขตที่ 8 ของกรุงปารีส เป็นหนึ่งในถนนที่ม...

    ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) ตั้งอยู่เขตที่ 8 ของกรุงปารีส เป็นหนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในฝรั่งเศส สวรรค์ขาช้อปตัวแม่!! ย่านศูนย์การค้าระดับพรีเมียม แหล่งรวมสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกทุกแบรนด์!!ร้านอาหารที่มีความหรูหราอลังการและอีกมากมายที่สร้างความตื่นตาตื่นใจตลอดสองข้างทาง ถือว่าเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงปารีส ย่านการค้าที่มีค่าเช่าที่แพงที่สุดในโลก!!! ค่าเช่าประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีต่อเนื้อที่ประมาณ 93 ตารางเมตรเท่านั้นและยังถูกจัดอันดับให้แป็นถนนที่สวยที่สุดในโลก!! ฌ็องเซลิเซ่ มาจากคำว่า “ทุ่งเอลิเซียม” จากเทพปกรณัมกรีกในภาษาฝรั่งเศส ในอดีตเคยเป็นท้องทุ่งและสวนธรรมดาในกรุงปารีสเท่านั้น เมื่อปีค.ศ.1616 พระราชินี มารี เดอ เมดิชิ ทรงมีพระประสงค์ในการขยายพื้นที่ของสวนหย่อมในพระราชวังตุยเลอรี ให้กว้างออกไปมีความประสงค์ให้ออกแบบเป็นถนนที่มีต้นเกาลัดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ระหว่างสองข้างทางมากถึง 588 ต้น ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1724 ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) ถูกตัดเส้นทางให้เชื่อมต่อกับจัตุรัสชาร์ล เดอ โกล หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งคือจัตุรัสแห่งดวงดาวที่มีประตูชัยฝรั่งเศสตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ตึกส่วนใหญ่บนถนน ถนนฌ็องเซลิเซ่ (Champs Elysees) เป็นสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานศิลปะ Art Deco กับการตกแต่งสไตล์ Art Nouveau เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    อาร์กเดอทรียงฟ์เดอเลตวล (ฝรั่งเศส: Arc de triomphe de l'Étoile) หรือที่รู้จักกัน...

    อาร์กเดอทรียงฟ์เดอเลตวล (ฝรั่งเศส: Arc de triomphe de l'Étoile) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ประตูชัยฝรั่งเศส เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่กลางจัตุรัสชาร์ล เดอ โกล (Place Charles de Gaulle) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "จัตุรัสแห่งดวงดาว" (Place de l'Étoile) อยู่ทางทิศตะวันตกของช็องเซลีเซ ประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน และในปัจจุบันยังเป็นสุสานของทหารนิรนามอีกด้วย ประตูชัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "แกนกลางอันเก่าแก่" (L'Axe historique) ซึ่งเป็นถนนเส้นตรงจากสวนพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ไปยังชานกรุงปารีส ประตูชัยแห่งนี้ออกแบบโดยฌ็อง ชาลแกร็งในปี พ.ศ. 2349 โดยมียุวชนเปลือยชาวฝรั่งเศสกำลังต่อสู้กับทหารเยอรมัน เต็มไปด้วยเคราและใส่เกราะเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นการปลุกใจ และเป็นอนุสรณ์สถานจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 อาร์กเดอทรียงฟ์มีความสูง 49.5 เมตร (165 ฟุต) กว้าง 45 เมตร (148 ฟุต) และลึก 22 เมตร (72 ฟุต) เป็นประตูชัยที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน[1] แบบของอาร์กเดอทรียงฟ์นี้ได้แนวความคิดมาจากประตูชัยไตตัส อาร์กเดอทรียงฟ์มีความใหญ่มาก เพราะหลังจากมีการสวนสนามในปรุงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2462 ชาร์ล โกดฟรัว ได้ขับเครื่องบินนีอูปอร์ต (Nieuport) ผ่านกลางอาร์กเดอทรียงฟ์[ต้องการอ้างอิง]เพื่อเป็นการสดุดีเหล่าทหารอากาศที่ได้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1

    หอไอเฟล (Eiffel Tower) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศฝรั่งเศส ตัวอาคารก่อสร...

    หอไอเฟล (Eiffel Tower) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศฝรั่งเศส ตัวอาคารก่อสร้างโดยโครงเหล็กทั้งหมด มีความสูงประมาณ 300 เมตร(เทียบกับตึกประมาณ 75 ชั้น) สร้างเป็นรูปแบบหอคอย โดยถูกตั้งตามชื่อของสถาปนิกที่คนออกแบบชื่อว่า “กุสตาฟ ไอเฟล” ซึ่งเป็นทั้งวิศวกรและสถาปนิกชื่อดังของฝรั่งเศสในยุคนั้น ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างงานเหล็กโดยเฉพาะ หอไอเฟลสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นผลงานในการเฉลิมฉลองวันครบรอบ 100 ปี แห่งการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศส และเพื่อแสดงถึงความร่ำรวย ยิ่งใหญ่ รวมถึงความสำเร็จในยุคอุตสาหกรรมของประเทศในขณะนั้นด้วย

    หนึ่งในกิจกรรมในการชมเมืองปารีสที่นักท่องเที่ยวหลายคนชื่นชอบ คือการล่องเรือชมแม่...

    หนึ่งในกิจกรรมในการชมเมืองปารีสที่นักท่องเที่ยวหลายคนชื่นชอบ คือการล่องเรือชมแม่น้ำแซน ซึ่ง บาโต มูช(Bateaux-Mouches) เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเรือนำเที่ยวในแม่น้ำแซนยอดนิยมเจ้าหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นบริษัททัวร์ที่ดำเนินกิจการทางเรือที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีสด้วย Bateaux-Mouches มีให้บริการเรือท่องเที่ยวหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นที่นิยมที่สุดคือ แบบเรือเที่ยวชมที่วิ่งเป็นรอบ รอบละประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างท่าเรือที่หอไฟล(Eiffel Tower)กับท่าเรือนอเทรอดาม(Nortre Dame) ซึ่งจะออกทุกๆ 30-40 นาที ตลอดทั้งวัน ผู้ใหญ่ 13.5 ยูโร เด็ก 6 ยูโร ซึ่งมีการบรรยายเกี่ยวกับประวัติเมืองปารีสตลอดทั้งสายการเดินทางระหว่างสองข้างทางที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิหารน็อทร์-ดาม, พิพิธภัณฑ์ออร์แซ, หอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เป็นต้น และมีการบรรยายถึง 10 ภาษาให้ได้ฟังกันอย่าง ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน ภาษาเกาหลี ภาษาสเปน ภาษาอิตาลี ภาษาญี่ปุ่น ภาษาโปรตุเกส ภาษารัสเซีย และภาษาฝรั่งเศส นอกจากแบบเรือนำเที่ยวทั่วไปแล้วก็ยังมี แบบที่เป็นแพคเกจ รวมทานอาหารบนเรือ ทั้งมื้อเที่ยง และ มื้อเย็น รวมทั้งแบบที่รวมค่าแชมเปญ และโชว์ด้วย สามารถซื้อตั๋วทางออนไลน์แล้วไปแลกเป็นตั๋วจริงได้ที่เว็บหลักเลย

  • เย็น
    • รับประทานอาหารเย็น (มื้อที่13)
    • ที่พัก: Best Western Paris Velizy 4* หรือโรงแรมระดับใกล้เคียงกัน
    • (ชื่อโรงแรมที่ท่านพัก ทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนวันเดินทาง)
วันที่เจ็ด 7 : เมืองปารีส-พระราชวังแวร์ซาย- Grain de Cuir-จัตุรัสคองคอร์ด-พิพิธภัณฑ์ลูฟร์- ห้างปลอดภาษี B...
  • เช้า
    • รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (มื้อที่14)
    • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังมากของฝรั่งเศส นั้นก็คือ พระราชวังแวร์ซาย (Versailles Palace) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศฝรั่งเศส นับเป็นพระราชวังที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามอลังการมาก จนติด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม พระราชวังสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์คริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ภายในประกอบด้วยห้องถึง 700 ห้อง รูปภาพทรงคุณค่า 6,123 ภาพ และงานแกะสลักจากศิลปินชั้นเอก 15,034 ชิ้น ควรามกว้างขวางวัดได้จากขนาดพื้นที่ของพระราชวัง ทั้งหมด 800 เฮกการ์ (5,000 ไร่) โดยแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ The Palace หรือด้านในของพระราชวัง มีห้องมากมายถึง 700 ห้อง ไม่ว่าจะเป็น ห้องบรรทม, ห้องเสวย, ห้องสำราญ และห้องพำนักอื่นๆ แต่ไม่มีห้องน้ำแม้แต่เพียงห้องเดียว , ห้องกระจก หรือ The Hall of Mirrors เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในพระราชวัง และมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด ถูกก่อสร้างด้วยกระจกบานยักษ์ใหญ่เจียรไนสุดวิบวับทั้งหมด 17 บาน เมื่อเปิดออกมาจะพบเห็นมุมที่สวยที่สุดของสวนแวร์ซาย The Gardens สวนที่ตกแต่งให้มีลวดลายเหมือนเขาวงกต ประดับประดาด้วยต้นไม้ สวนดอกไม้แบบเรขาคณิต มีประติมากรรมและหินอ่อนโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทพนิยายกรีกโรมัน, The Estate of Trianon พระตำหนักเล็กๆ ของพระนางพระนางมารี อองตัวเนต และสวนดอกไม้ส่วนตัว ท่ามกลางหมู่บ้านชนบทที่เงียบสงบ ซึ่งพระนางทรงโปรดที่จะมาพักผ่อนและใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบคนธรรมดาทั่วไป
    • อิสระช้อปปิ้งที่ Grain de Cuir ร้านกระเป๋าแบรนด์เนมชั้นนำ ราคาดี อาธิเช่น Hermes, Louis Vuitton, Chanel, Prada, Celine, Dior หรือแบรนด์ที่คนไทยนิยมใช้นั้นก็คือ Longchamp นั่นเอง
    พระราชวังแวร์ซาย (ฝรั่งเศส: Château de Versailles [ʃɑto d(ə) vɛʁsɑj] ( ฟังเสียง)...

    พระราชวังแวร์ซาย (ฝรั่งเศส: Château de Versailles [ʃɑto d(ə) vɛʁsɑj] ( ฟังเสียง)) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่แวร์ซาย ห่างจากกรุงปารีสไปทางตะวันตก 19 กิโลเมตร พระราชวังแวร์ซายเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก เดิมเมืองแวร์ซายเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขาเยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายน่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ. 2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็ก ๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงาม ภายในแบ่งออกเป็นห้อง ๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายแห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎรชาวฝรั่งเศส ต่อมาในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสได้มีกองทัพประชาชนและผู้ประท้วงบุกเข้าพระราชวังเพื่อตามหาพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส กับพระนางมารี อองตัวเนต จนเหล่าเชื้อพระวงศ์ต้องย้ายไปพำนักที่พระราชวังตุยเลอรีส์ ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายยังอยู่ในสภาพดีและเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ภายในพระราชวังแวร์ซายมีทั้งหมด 700 ห้อง ภาพวาด 6,123 ภาพ และงานแกะสลักทั้งหมด 15,034 ชิ้น

  • เที่ยง
    • รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร (มื้อที่15)
    • จากนั้นพาทุกท่านไปเดินทางไปเก็บภาพความประทับใจและช้อปปิ้งแบบจุใจ เริ่มต้นที่ จัตุรัสคองคอร์ด (Place de la Concorde) เป็นสถานที่แห่งความทรงจำทางประวัติศาสตร์ในกรุงปารีส เป็นสัญลักษณ์ของสงครามกลางเมืองและการปฏิวัติการปกครองของฝรั่งเศส จัตุรัสคองคอร์ดถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โดยสถาปนิกชื่อ Jacques Ange Gabriel และสร้างเสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1755 เพื่อประดิษฐานพระบรมรูปทรงม้าแต่ถูกทำลายโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16
    • จากนั้นพาท่านไปเยี่ยมชมด้านนอกของ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเมืองปารีส จากผลงานที่จัด แสดงไปจนถึงความเก่าแก่และยิ่งใหญ่ของสถานที่ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความสำคัญระดับโลก ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ก่อนที่จะถูกขยายให้เป็นพระราชวังหลวง ในปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum) เป็นสถานที่เก็บรักษาผลงานศิลปพที่ทรงคุณค่าไว้มากกว่า 400,000 ชิ้น แต่นำมาจัดแสดงให้ชมเพียง 40,000 ชิ้นเท่านั้น ซึ้งแน่นอนว่าผลงานศิลปะเหล่านี้ถูกเล่าต่อกันมาว่าเป็นสมบัติจากการที่ฝรั่งเศสนำมาจากประเทศที่ตนชนะสงคราม
    • และพาทุกท่านอิสระช้อปปิ้งกันที่ ห้างปลอดภาษี Benlux Louvre duty free เป็นห้างชื่อดังใจกลางกรุงปารีส ซึ่งคุณจะได้พบกับสินค้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆจากทั่วโลก ในราคาที่ไม่แพงและบรรยากาศที่หรูหราตระการตา ที่ดีเด่นต่อนักท่องเที่ยวไทย เพราะมีพนักงานและข้อความภาษาไทยในห้างนี้ด้วย
    • ห้าง La Samaritaine เป็นห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่ ในกรุงปารีส เริ่มต้นจากร้านเสื้อผ้าเล็กๆ และขยายไปสู่สิ่งที่กลายเป็นชุดของอาคารห้างสรรพสินค้าที่มีแผนกต่างๆ ทั้งหมด 90 แผนก เป็นสมาชิกสมาคมห้างสรรพสินค้านานาชาติตั้งแต่ปี 2528 ถึง 2535
    • ห้างแกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ (Galleries Lafayette) เป็นห้างหรูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของปารีส ภายในอาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1912 เดิมทีก่อนที่จะมาเป็นห้างสรรพสินค้าแฟชั่นชั้นนำของโลกอย่างทุกวันนี้แต่ก่อนเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ ที่หัวมุมถนน Lafayette แต่ภายหลังไม่นานได้มีการขยับขยายพื้นที่เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนพนักงานและลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอย มีบันทึกว่าเป็นปีที่มียอดขายสูงสุด ซึ่งในปัจจุบันมีสาขาแบ่งอยู่ตามเมืองใหญ่ๆทั้งในประเทศและนอกประเทศ รวมแล้วทั้งหมด 61 แห่ง
    จัตุรัสคองคอร์ด หรือ ปลัส เดอ ลา กงกอร์ด (Place de la Concorde)เป็นสถานที่แห่งคว...

    จัตุรัสคองคอร์ด หรือ ปลัส เดอ ลา กงกอร์ด (Place de la Concorde)เป็นสถานที่แห่งความทรงจำทางประวัติศาสตร์การนองเลือดครั้งใหญ่ในกรุงปารีส!! เป็นสัญลักษณ์ของสงครามกลางเมืองและการปฏิวัติการปกครองของฝรั่งเศส รวมทั้งเป็นจุดจบของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พร้อมกับพระนางมารีอังตัวเนต ด้วยเครื่องประหารกิโยติน จัตุรัสคองคอร์ดถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โดยสถาปนิกชื่อ Jacques Ange Gabriel และสร้างเสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1755 เพื่อประดิษฐานพระบรมรูปทรงม้าแต่ถูกทำลายโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พร้อมกับการนำเครื่องประหารชีวิตกิโยติน (Guillotine) มาตั้งแทน การปฏิวัตินำมาซึ่งการนองเลือดที่พรากชีวิตผู้คนถึง 1,119 ชีวิตซึ่งรวมถึงตัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และ พระนางมารีอังตัวเนต เพราะข่าวลือเรื่องการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ด้วยการสนับสนุนจากกองกำลังระหว่างประเทศ จนถูกกล่าวหาว่าได้ทรงกระทำการในสิ่งที่เป็นการทรยศต่อประเทศ(Haute Trahison) โดย Maximilien de Robespierre ผู้นำสภาแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ที่สั่งประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แล้วขึ้นครองอำนาจการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จแทนในเวลาต่อมา โดยได้แสดงอำนาจ อํามหิต เข่นฆ่าผู้คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยเครื่องประหารกิโยติน(Guillotine)อีกนับหมื่นชีวิต!! แต่ในเวลาต่อมา Maximilien de Robespierre ก็ถูกมวลมหาประชาชนจับประหารด้วยเครื่องกิโยติน (Guillotine) เช่นกัน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 จุดสิ้นสุดของยุคแห่งมิคสัญญี (Reign of Terror) เป็นเวลากว่า 200 ปีแล้วจนถึงปัจจุบัน เป็นที่มาของชื่อ Place de la Concorde มีความหมายว่า จัตุรัสแห่งความปรองดองหรือความสมานฉันท์ ชื่อที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อลบล้างภาพการนองเลือดที่ไม่อาจลืมเลือน

    ถ้าพูดถึงปารีสมีอีกหนึ่งที่จะเราจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Mus...

    ถ้าพูดถึงปารีสมีอีกหนึ่งที่จะเราจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum) พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้เมื่อปี ค.ศ. 1793 มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์กาเปเซียง ตัวอาคารเดิมเคยเป็นพระราชวังหลวงตรงมาที่นี่เลย แรกเริ่มลูฟวร์เป็นพระราชวังสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าฟีลิปที่ 2 ในปี ค.ศ. 1190 พอมีการสร้างวังใหม่ในสไตล์เรอเนซองส์แทนป้อมเก่าที่ถูกรื้อทิ้งในสมัยระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 ราชวงศ์ฝรั่งเศสจึงมาพำนักในวังนครปารีสเรื่อยมา กษัตริย์แต่ละพระองค์ต่างก็ต่อเติมตกแต่งในห้พระราชวังมีความโอ่งอ่าง ยิ่งใหญ่สวยงามอวดบารมีจนกระทั่งการปฏิวัติฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ 16 หลังจากนั้นพระราชวังลูฟวร์ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑ์ ภายในพิพิธภัณฑ์ออกเป็น 3 ปีก ได้แก่ Richelieu อยู่ทางทิศเหนือ Sully เป็นอาคารสี่เหลี่ยมทางทิศตะวันออก และ Denon อยู่ทิศใต้ขนานกับแม่น้ำแซน แต่ละปีกแบ่งเป็นสัดส่วนจัดเก็บศิลปะแบ่งตามประเภทและยุคสมัย นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง รหัสลับดาวินซี (The Davinci Code) ผลงานศิลปะบางชิ้นในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ คุณจะเห็นได้ว่าแต่ละผลงานนั้นมีความงดงามน่าตื่นตาตื่นใจอีกทั้งยังเป็นศิลปะที่ทรงคุณค่า ประเมินราคาไม่ได้ ถ้าคุณได้มาที่นี้รับรองนักท่องเที่ยวที่หลงไหลในความสวยงามของศิลปะที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเป็นประติมากรรมที่บ่งบอกแสดงถึงประวัติศาตร์ความรุ่งเรืองของแต่ละสมัย อย่าพลาดไฮไลต์สำคัญที่มีชื่อเสียงของพิพิธภัณฑ์อย่าง รูปปั้นเทพีวีนัส (Venus de Milo), รูปปั้นเทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซ (The Winged Victory of Samothrace), ภาพพิธีบรมราชาภิเษกของจักรพรรดินโปเลียน (Coronation of the Emperor Napoleon) และที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพวาดโมนาลิซ่า (Mona Lisa) ของศิลปินดาวินชี (Da Vinci) รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่าระดับโลกเป็นจำนวนมากกว่า 35,000 ชิ้น จากตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่ 19 ในพื้นที่กว่า 60,600 ตารางเมตร โมนาลิซา (Mona Lisa) ภาพวาดหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มเป็นปริศนาที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ ผลงานภาพเขียนสีน้ำมันอันมีชื่อเสียงของเลโอนาโด ดา วินชี ภาพวาดมีขนาดสูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร ใช้เวลาวาดภาพนี้ 4 ปี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง ตั้งแต่ ค.ศ. 1503–1507 เป็นภาพที่มีชื่อเสียงทั่วโลกภาพหนึ่ง เป็นที่รู้จักในฐานะภาพของสุภาพสตรีที่มีรอยยิ้มอัน ที่ถูกจัดแสดงอยู่กลางห้องโถงใหญ่ มีภาพวาดอื่นๆแขวนอยู่รอบด้าน ผู้คนล้นหลามเบียดเสียดเพื่อชมความงามของเธอที่ถูกดูแลรักษาอย่างดีภายในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุนก่อนหน้านี้ภาพโมนาลิซาเคยถูกขโมยออกไปจากพิพิธภัณฑ์ ต้องตามหากันตั้ง 2 ปี กว่าจะเจอและเอาคืนมาได้ค่ะ ชื่อภาพ The Wedding at Cana สร้างงานนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1563 เป็นผลงานชิ้นเอกของ Paolo Veronese ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ผู้นี้จะเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องราว ขณะพระเยซูแสดงปาฏิหาร เสกน้ำเปล่าให้เป็นไวน์ ในงานเลี้ยงแต่งงานที่คานาร์ ปรากฎว่าไวน์หมด พระองค์จึงรับสั่งให้คนรับใช้ในงานนำโถที่บรรจุน้ำเต็มมาให้กับพระองค์ เมื่อพระองค์เทน้ำออกจากโถนั้นอีกครั้งปรากฎว่ามันได้กลายเป็นไวน์ไปแล้ว ปรากฎการณ์ในครั้งนั้นได้ถูกบันทึกว่าเป็นปาฏิหารย์ครั้งแรกของพระองค์ อนุสรณ์ชัยชนะที่ซาโมเทรซ หรือ เทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซ The Winged Victory of Samothrace เป็นประติมากรรมยุคกรีกเฮเลนิสติก แกะสลักจากหินอ่อนแสดงภาพเทพีไนกี้หัวขาดกางปีก สร้างขึ้นในราว 300 ปีก่อนคริสตกาลเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะของกรีซในการรบที่ซาโมเทรซ ถูกค้นพบบนเกาะซาโมเทรซ ประเทศกรีซในปี ค.ศ. 1863 ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1884 นับเป็นหนึ่งในสุดยอดงานศิลปะล้ำค่าของพิพิธภัณฑ์ และหนึ่งในประติมากรรมที่มีชื่อเสียงของโลก ด้วยเส้นสายที่อ่อนช้อยของปีกที่กางออก และเสื้อผ้าที่พริ้วไหวราวกับต้องกระแสลมเมื่อเทพีไนกี้กำลังร่อนลงสู่พื้นดิน ประติมากรรมหินอ่อนแกะสลักรูปเทพีวีนัส (Venus De Milo) หรือเทพีแห่งความรักของกรีกโบราณ คาดว่ามีอายุกว่า 2,100 ปี ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 8 เมษายน ปีค.ศ. 1820 โดยเกษตรกรที่มีชื่อว่า Yorgos Kentrotas เขาได้ค้นพพชิ้นส่วนของรูปปั้นวีนัส บริเวณที่พบที่เกาะมิโล แถบทะเลเอเจียน ขณะที่หักเป็นสองท่อนโดยบังเอิญไม่พบแขนทั้งสองข้าง แต่ถูกยกให้เป็นงานประติมากรรมสตรีที่สวยที่สุดในโลก รูปปั้นนี้ถูกปั้นโดย Alexandros of Antioch ประติมากร ยุคประติมากรรมกรีกโบราณ แม้ว่าแขนทั้งสองข้างของรูปปั้นจะขาดไป แต่ก็ยังคงความสวยงาม และความละเอียดอ่อนของงานศิลป์ไว้อย่างครบถ้วน ด้วยวีนัสเป็นเทพีแห่งความรัก นักท่องเที่ยวจึงนิยมขอพรด้านความรักกับรูปปั้นนี้ เพื่อให้ได้มีความรักที่สมหวังยืนยาว เสรีภาพนำทางชาวประชา เป็นภาพวาดโดยเออแฌน เดอลาครัว เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการปฏิวัติเดือนกรกฎาคมใน ค.ศ. 1830 ซึ่งล้มพระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส ภาพวาดนี้ใช้สีน้ำมันบนผ้าใบ แสดงสตรีคนหนึ่ง (ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของแนวคิดเสรีภาพ) กำลังพาผู้คนเดินข้ามเครื่องกั้นและกองศพไปข้างหน้า โดยถือธงการปฏิวัติฝรั่งเศส ในมือข้างหนึ่งและปืนคาบศิลาในมืออีกข้างหนึ่ง ภาพนี้ถือเป็นภาพที่ดีที่สุดภาพหนึ่งของเดอลาครัว ไดแอนาแห่งแวร์ซายเป็นประติมากรรมหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่กว่าคนจริงเล็กน้อย ของเทพีกรีกอาร์ทิมิส หรือเทพีโรมันเทพี ไดแอนาในประติมากรรมชิ้นนี้เป็นสตรีนักล่าสัตว์ที่มีร่างกายออกไปทางบุรุษ โดยมีกวางเป็นเพื่อนเดินทาง ไดแอนามองไปทางขวาอาจจะมองไปยังกวาง มือขวายกขึ้นในท่าที่เตรียมจะดึงศรออกจากกระบอก เครื่องแต่งกายเป็นแบบกรีกโบราณ สวมรองเท้าแตะงานชิ้นนี้เป็นงานที่ก๊อบปี้จากงานเดิมเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือ คริสต์ศตวรรษที่ 2 จากงานประติมากรรมกรีกเดิมที่เชื่อกันว่าสร้างโดยเลโอคารีสราว 325 ก่อนคริสต์ศักราชที่สูญหาย ห้องชุดของนโปเลียนที่ 3 ภายในห้องแตกแต่งมีความงดงาม ในห้องล้อมรอบ ชุดเก้าอี้ โซฟา สีสันสดใสของผ้ากำมะหยี่สีแดงและสีทองตัดกัน โคมไฟระย้าสวยสะดุดตาขนาดใหญ่ บนเพดานของห้องมีภาพวาดที่สวยงาม ผนังของห้องมีรูปปั้นต่างๆประดับอยู่ทำให้ห้องนี้เต็มไปด้วยมีความหรูหรา

    ห้างปลอดภาษี Benlux Louvre duty free เป็นห้างชื่อดังใจกลางกรุงปารีส ซึ่งคุณจะได้...

    ห้างปลอดภาษี Benlux Louvre duty free เป็นห้างชื่อดังใจกลางกรุงปารีส ซึ่งคุณจะได้พบกับสินค้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆจากทั่วโลก ในราคาที่ไม่แพงและบรรยากาศที่หรูหราตระการตา ที่ดีเด่นต่อนักท่องเที่ยวไทย เพราะมีพนักงานและข้อความภาษาไทยในห้างนี้ด้วย ปัจจุบันห้าง Benlux Louvre duty free มีสาขาอยู่ 3 ประเทศในยุโรปที่นอกจากในฝรั่งเศส คือ เบลเยี่ยม, ลักเซมเบิร์ค และเนเธอร์แลนด์ สาขาที่ปารีสเปิดทำการครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 มากราคมปี พ.ศ. 2502 ตั้งอยู่ที่ถนน 174 Rue Rivoli กรุงปารีส มีสินค้าแบรนด์เนมที่โด่งดังจากหลายประเทศให้เลือกซื้อมากมายโดยที่ไม่ต้องเสียค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะกระเป๋า น้ำหอม นาฬิกา เครื่องประดับที่หรูหราและของใช้ต่างๆ ที่น่าสนใจคือก่อนเข้าห้างนั้นตามริมข้างทางถนนจะเต็มไปด้วยของกินที่น่ารับประทานจนทำให้อดใจไม่ไหวแวะอุดหนุนเลยทีเดียว

    ห้างแกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ (Galleries Lafayette) เป็นห้างหรูที่มีชื่อเสียงมากที่สุด...

    ห้างแกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ (Galleries Lafayette) เป็นห้างหรูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของปารีส ภายในอาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1912 เดิมทีก่อนที่จะมาเป็นห้างสรรพสินค้าแฟชั่นชั้นนำของโลกอย่างทุกวันนี้แต่ก่อนเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ ที่หัวมุมถนน Lafayette แต่ภายหลังไม่นานได้มีการขยับขยายพื้นที่เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนพนักงานและลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอย มีบันทึกว่าเป็นปีที่มียอดขายสูงสุด ซึ่งในปัจจุบันมีสาขาแบ่งอยู่ตามเมืองใหญ่ๆทั้งในประเทศและนอกประเทศ รวมแล้วทั้งหมด 61 แห่ง

  • 17:00
    • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ชาร์ล เดอ โกล ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเดินทางกลับสู่กรุงเทพ
  • 21:10
    • เดินทางกลับประเทศไทย โดย สายการบิน OMAN AIR เที่ยวบินที่ WY132
วันที่แปด 8 : ท่าอากาศยานนานาชาติมัสกัต แวะเปลี่ยนเครื่อง – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – กรุงเทพฯ
  • 07:10
    • เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติมัสกัต ประเทศโอมาน แวะพักเปลี่ยนเครื่อง
  • 09:05
    • เดินทางกลับกรุงเทพฯ ประเทศโดยสายการบิน OMAN AIR เที่ยวบินที่ WY815
  • 17:45
    • เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย โดยสวัสดิภาพ

เงื่อนไข & ข้อตกลง

PraewpringTravel ตรวจสอบแล้ว

Member Since Feb 2021

เริ่มต้นเพียง ฿68,286
ขอยกเลิกบริการเสริมพักเดี่ยว เต็มใจพักร่วมกับท่านอื่นที่บริษัททัวร์จัดให้
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
เริ่มต้นเพียง ฿68,286
0 บทวิจารณ์
เริ่มต้นเพียง ฿68,286