อินเดีย มุมไบ – ออรังกาบัด สักการะพระพิฆเนศ

อินเดีย

Not Rated จาก 0 รีวิว
0/5

ไฮไลท์แพ็คเกจ

มุมไบ  – ออรังกาบัด

สักการะพระพิฆเนศ

หมู่มวลถ้ำแห่งศาสนศรัทธา ณ ถ้ำอชันต้า และถ้ำเอลโลร่า

โดยสายการบิน AIR INDIA (AI) และ INDIGO AIRLINES


กำหนดตารางการเดินทาง / ราคา


23-26 สิงหาคม 2024
ประเภทลูกทัวร์
ค่าบริการ
ผู้ใหญ่
฿45,425.00
บริการเสริม
ค่าบริการ
20-23 กันยายน 2024
ผู้ใหญ่
฿45,425.00

18-21 ตุลาคม 2024
ผู้ใหญ่
฿45,425.00

22-25 พฤศจิกายน 2024
ผู้ใหญ่
฿45,425.00

กำหนดตารางการเดินทาง

วันแรก 1 : กรุงเทพมหานคร – เมืองมุมไบ
  • 08.00

    คณะเดินทางพบกัน ณ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ชั้นผู้โดยสารขาออก โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ให้การต้อนรับดูแลความสะดวก

  • 11.15

    เดินทางออกจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สู่เมืองมุมไบ โดยสายการบิน AIR INDIA (AI) เที่ยวบินที่ AI331 (ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 4.30 ชม.)

    (มีบริการอาหารบนเครื่อง)


  • 14.15

    เดินทางถึง สนามบิน ฉัตราปตีศิวะจิ (ChatrapatiShivaji) เมืองมุมไบ ประเทศอินเดียหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และรับสัมภาระเรียบร้อยแล้ว (เวลาท้องถิ่นของเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ช้ากว่าประเทศไทย 1.30 ชั่วโมง) 

    เมืองมุมไบ หรือ ชื่อเดิมอันเป็นที่รู้จักกัน คือ เมืองบอมเบย์ ซึ่งเป็นเมืองท่า และเมืองทางการค้าที่สำคัญของประเทศอินเดีย ชมตึกอาคารบ้านเรือน ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อครั้งเป็นเมืองอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1877 จนได้รับเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1947 และสถาปนาประเทศ เป็นสาธารณรัฐอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1950 เมืองมุมไบ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอาหรับ มีหาดทรายสีขาวที่ทอด ยาวเหยียดของอ่าวราวกับสร้อยพระศอราชินี และเป็นเมืองที่ผลิตภาพยนตร์มากที่สุดในโลก อีกด้วย จนได้รับฉายาว่าเป็นเมือง Bollywood แห่งอินเดีย 

    นำท่านเยี่ยมชม วัดสิทธิวินัยยัค (Siddhivinayak Temple) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ในศาสนาฮินดูสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1801 ภายในเป็นที่ประดิษฐานองค์ “พระพิฆเนศ” เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ซึ่งตั้งอยู่ในองค์มณฑปศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่านจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังศรัทธา ทันทีที่ท่านก้าวเข้าสู่  ภายในวัดที่คลาคล่ำ ไปด้วยฝูงชนที่มาเคารพสักการะ หลังจากที่ท่านได้สักการะองค์ท่านแล้ว จะมีพิธีกรรมที่ประหลาดอีกอย่างที่จำเป็นต้องทำ คือให้ท่านได้กระซิบคำอธิษฐานต่อ รูปปั้นหนู 2 ตน ที่ถือเป็นพระสหายขององค์ท่านด้วย จากนั้นให้ท่านได้บูชาเครื่องรางรูปบูชา องค์ท่านตามอัธยาศัย

    จากนั้น นำชม ประตูสู่อินเดีย (Gateway of India) ริมฝั่งทะเลอาระเบีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมุมไบสร้างขึ้นเพื่อเป็น “อนุสรณ์ในการเสด็จมาเยือนมุมไบของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่” ในปี ค.ศ.1911 เพื่อทรงร่วมงานเดลีดารบัร ความงดงามของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะของท้องถิ่นกับแบบมุสลิมของรัฐคุชราต ความสูงกว่า 80 ฟุต ของประตูสู่อินเดีย ทำให้ที่นี่เป็นที่หมายสำคัญแห่งแรกๆ ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาสู่มุมไบ ถ่ายรูปคู่กับ “ประตูชัย” ตั้งตระหง่านอยู่ริมอ่าวมุมไบ ใกล้ๆ กันนั้นมีโรงแรมที่ชื่อว่า Taj Mahal Palace Hotel สร้างเมื่อ พ.ศ. 2466 โดยทายาทตระกูลทาทา เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างฮินดูกับมุสลิม ใน พ.ศ. 2551

    นำท่านผ่านชมและถ่ายรูปด้านนอก สถานีรถไฟฉัตรปตี ศิวาจีเทอมินาส(ChhatrapatiShivaji Terminus)หรือ ชื่อเดิมวิคตอเรียเทอมินาสที่ได้รับการตั้งชื่อตามพระนามพระราชินีวิคตอเรีย ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียโกธิค ผสมผสานกับงานศิลปะแบบอินเดีย อันทรงคุณค่าจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก จากนั้นนำท่านชม ประตูชัย (Gateway of India)สร้างขึ้นเพื่อเป็น อนุสรณ์ในการเสด็จมาเยือนมุมไบของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่ในปี ค.ศ.1911 เพื่อทรงร่วมงานเดลีดารบัร ความงดงามของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะของท้องถิ่น กับแบบมุสลิมของรัฐคุชราตให้ท่านได้อิสระเก็บภาพแห่งความประทับใจตามอัธยาศัย

    มุมไบ (มราฐี: मुंबई, ออกเสียง [ˈmumbəi]) หรือรู้จักในชื่อ บอมเบย์ (อังกฤษ: Bomba...

    มุมไบ (มราฐี: मुंबई, ออกเสียง [ˈmumbəi]) หรือรู้จักในชื่อ บอมเบย์ (อังกฤษ: Bombay, /bɒmˈbeɪ/, ชื่อทางการจนถึงปี 1995) เป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย สหประชาชาติระบุไว้ในปี 2018 ว่ามุมไบเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศอินเดียเป็นอันดับสองรองจากเดลี และเป็นอันดับที่เจ็ดของโลก ด้วยประชากรราว 20 ล้านคน ข้อมูลจากสำมะโนประชากรปี 2011 มุมไบเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศอินเดีย ด้วยประชากรจำนวน 12.5 ล้านคนที่อาศัยภายในเขตมุมไบและปริมณฑล มุมไบเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเขตเมืองมุมไบ เขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับหกของโลก ด้วยประชากรมากกว่า 23 ล้านคน มุมไบตั้งอยู่บนชายฝั่งโกนกานทางตะวันตกของอินเดีย และมีอ่าวธรรมชาติที่ลึกลงไป ในปี 2008 มุมไบได้รับการตั้งชื่อว่าเป็นเมืองอัลฟาโลก มุมไบเป็นเมืองที่มีจำนวนของเศรษฐีและ มหาเศรษฐี มากที่สุดในประเทศอินเดีย ในเมืองมุมไบมีแหล่งมรดกโลกอยู่สามแห่ง คือ ถ้ำเอลิฟันตา, สถานีฉัตรปตีศิวาจี และ กลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคและวิคตอเรียน มุมไบดั้งเดิมนั้นประกอบขึ้นมาจากเกาะเจ็ดเกาะซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวโกลีที่พูดภาษามราฐี และอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิพื้นถิ่นต่าง ๆ เป็นเวลานับศตวรรษก่อนจะถูกยึดครองโดยจักรวรรดิโปรตุเกส ซึ่งต่อมาได้ถูกขายให้กับบริษัทอินเดียตะวันออก ต่อมาในปี 1661 เมื่อกษัตริย์ชาลส์ที่สองแห่งอังกฤษอภิเษกสมรสกับพระนางกาตารีนาแห่งบรากังซา เกาะทั้งเจ็ดของบอมเบย์รวมถึงท่าเรือตันเกียร์ได้ถูกยกให้ในฐานะสินสอด ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 บอมเบย์ได้ถูกเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยโครงการ ฮอร์นบี เวลเลิร์ด ที่ซึ่งมีการถมผืนดินขึ้นมาระหว่างเกาะทั้งเจ็ด ซึ่งมีการก่อสร้างถนนและทางรถไฟสายสำคัญ, โครงการสร้างแผ่นดินข้นบนผืนน้ำ จนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1845 ได้ทำให้บอมเบย์กลายเป็นเมืองท่าสำคัญบนทะเลอาหรับ บอมเบย์ในสตวรรษที่ 19 เต็มไปด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการศึกษา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ยังเป็นฐานที่แบ็งแรงให้กับขบวนการเอกราชอินเดีย หลังอินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 บอมเบย์ได้ถูกรวมเข้าเป็นรัฐบอมเบย์ ต่อมาในปี 1960 ภายหลังการเคลื่อนไหวของขบวนการสามยุกต์มหาราษฏร จึงได้ตั้งรัฐใหม่ในชื่อรัฐมหาราษฏระ และมีบอมเบย์เป็นเมืองหลวง

    ศรีสิทธิวินายกคณปติมนเทียร (อังกฤษ: Shree Siddhivinayak Ganapati Mandir) เป็นโบส...

    ศรีสิทธิวินายกคณปติมนเทียร (อังกฤษ: Shree Siddhivinayak Ganapati Mandir) เป็นโบสถ์พราหมณ์ที่บูชาพระพิฆเนศ ตั้งอยู่ในประภาเทวี (Prabhadevi), มุมไบ, รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย มนเทียรนี้สร้างโดยลักษมัน วิฐู (Laxman Vithu) และ Deubai Patil เมื่อ 19 พฤศภาคม 1801 ศรีสิทธิวินายกมนเทียรเป็นหนึ่งในมนเทียรที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอินเดีย ภายในมนเทียรมีมณฑปขนาดเล็กที่ซึ่งประดิษฐานพระสิทธิวินายก (Siddhi Vinayak) คือ "พระคเณศผู้ประทานความสำเร็จดังประสงค์" ("Ganesha who grants your wish") ประตูไม้เข้าไปภายในครรภคฤห์นั้นแกะสลักเป็นภาพของอัษฏวินายก หรือพระคเณศทั้งแปดองค์แห่งรัฐมหาราษฏระ ศิขรด้านในเคลือบด้วยทองคำ และตรงกลางประดิษฐานพระพิฆเนศ มนเทียรนี้มีชื่อเสียงมาก เพราะทั้งนักการเมืองและดาราบอลลีวูดต่างหลั่งไหลเข้ามาขอพรที่มนเทียรนี้มากมาย นอกเหนือจากชาวอินเดียแล้ว เมื่อปี 2016 ระหว่างการเดินทางเยี่ยมประเทศอินเดียของซีอีโอบริษัทแอปเปิล ทิม คุก ยังได้เริ่มต้นการเดินทางด้วยการเข้าพิธีสวดบูชาพระพิฆเนศยามเช้าที่มนเทียรนี้

    ประตูสู่อินเดีย (อังกฤษ: Gateway of India) เป็นอนุสาวรีย์ซุ้มประตูโค้งแบบประตูชั...

    ประตูสู่อินเดีย (อังกฤษ: Gateway of India) เป็นอนุสาวรีย์ซุ้มประตูโค้งแบบประตูชัย ที่ตั้งอยู่ในนครมุมไบ ประเทศอินเดีย ประตูสู่อินเดียสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จฯ เยือนนครมุมไบของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และ พระนางมาเรียแห่งเท็ค เมื่อปี 1911 ณ บริเวณอะพอลโลบันเดอร์ สถาปัตยกรรมที่ใช้คือแบบอินเดีย-ซาราเซน (Indo-Saracenic) และอนุสาวรีย์สร้างด้วยหินบะซอลต์ ความสูง 26 เมตร (85 ฟุต) ใช้เวลาสร้างสำเร็จในปี 1924 ปัจจุบันใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับพิธีต้อนรับรัฐมนตรีใหม่ของนครมุมไบ และเช่นกัน เป็นทางเข้าประเทศอินเดียหากเดินทางมาทางมหาสมุทรอินเดีย ประตูสู่อินเดียตั้งอยู่หน้าน้ำที่อะพอลโลบันเดอร์ ในทางทิศใต้ของนครมุมไบ มองออกไปคือทะเลอาหรับ บางครั้งเรียกว่าเป็นทัชมาฮาลแห่งมุมไบ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมือง

    สถานีปลายทางฉัตรปตีศิวาจี (อังกฤษ: Chhatrapati Shivaji Terminus) หรือชื่อทางการ...

    สถานีปลายทางฉัตรปตีศิวาจี (อังกฤษ: Chhatrapati Shivaji Terminus) หรือชื่อทางการ สถานีปลายทางฉัตรปตีศิวาจีมหาราช (อังกฤษ: Chhatrapati Shivaji Maharaj Terminus) (รหัสสถานี CSTM (รถไฟสายหลัก)/ST (รถไฟสายชานเมือง)) หรือชื่อเดิม สถานีปลายทางวิคตอเรีย (อังกฤษ: Victoria Terminus; รหัสสถานี: BBVT/VT), เป็นสถานีรถไฟปลายทางเก่าแก่และแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในมุมไบ รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ เฟรเดริก วิลเลียม สตีเวนส์ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลียนกอธิก เริ่มก่อสร้างในปี 1878 ทางใน้ของอดีตสถานีรถไฟโบรีบันเดอร์ สร้างแล้วเสร็จในปี 1887 ซึ่งเป็นปีแห่งพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีของพระนางเจ้าวิคตอเรีย จึงตั้งชื่อสถานีนี้ว่าสถานีวิคตอเรียเพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสนี้ ในเดือนมีนาคม 1996 ได้เปลี่ยนชื่อสถานีเป็น "ฉัตรปตีศิวาจี" ฉลองพระนามของจักรพรรดิศิวาจี นักรบในศตวรรษที่ 17 ผู้สู้รบกับจักรวรรดิโมกุลที่กำลังเสื่อมถอยในขณะนั้น และก่อตั้งรัฐใหม่ขึ้นมาในภูมิภาคที่ประชากรพูดภาษามราฐีทางตะวันตก ที่ซึ่งต่อมาขยายตัวเป็นสหพันธรัฐมราฐา และจักรวรรดิมราฐาในเวลาต่อมา ก่อนที่นะพ่ายแพ้มห้กับจักรวรรดิอังกฤษในปี 1817–18 ในสงครามครั้งที่สามระหว่างมราฐาและอังกฤษ

  • ค่ำ

    นำท่านเข้าสู่ที่พักเมืองมุมไบ พร้อมรับประทานอาหารค่ำ

วันที่สอง 2 : เมืองมุมไบ – เมืองออรังกาบัด – ถ้ำเอลโลร่า – เมืองออรังกาบัด
  • 05.15

    เดินทางออกจากสนามบินนานาชาติเมืองมุมไบ สู่เมืองออรังกาบัด โดยสายการบิน INDIGO AIRLINES (6E) เที่ยวบินที่ 6E


  • 06.15

    เดินทางถึง สนามบินเมืองออรังกาบัด และรับสัมภาระเรียบร้อยแล้ว

  • เช้า

    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

    หลังอาหาร  นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำเอลโลร่า (ELLORA CAVES)


  • เที่ยง

    รับประทานอาหารกลางวัน

  • บ่าย

    นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำเอลโลร่า (ELLORA CAVES)(ปิดทำการทุกวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์) หมู่ถ้ำเหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO เมื่อปีคริสต์ศักราช 1983 โดยถ้ำแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์คุปตะ เป็นศาสนสถานที่ขุดเจาะเข้าไปในภูเขา อันแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่แม้จะต่างศาสนากันแต่สามารถอาศัยร่วมกันได้ พร้อมชมฝีมือการแกะสลักหินให้เป็นรูปลักษณ์ที่งดงามยิ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 5 – 8 มีจำนวนถ้ำทั้งสิ้น 34 ถ้ำ โดยแบ่งเป็น เทวสถานของศาสนาฮินดู 17 ถ้ำ พุทธสถาน 12 ถ้ำ และศาสนสถานของเชน 5 ถ้ำ ซึ่งระยะเวลาการก่อสร้างนั้นใช้เวลาร้อยกว่าปีจึงแล้วเสร็จ การสลักหินอันแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอกถ้ำให้ออกมาเป็นมรดกของคนทั้งโลกได้นั้น มีที่มาจากศรัทธาอันแรงกล้าของช่างฝีมือชาย ที่เดินทางมาจากแคว้นต่างๆทั่วสารทิศ บรรจงแกะสลักด้วยเทคนิคชั้นสูง (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยรถโค้ชปรับอากาศ)

    นำท่านชมงานประติมากรรมการแกะสลักหินภายในถ้ำศาสนาฮินดูหมายเลข 16 ซึ่งแกะสลักเป็นรูปเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะ ที่เพียบพร้อมไปด้วยความงดงามและอลังการ ที่ใช้เนื้อที่ถึง 1,700 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 6,500 ตารางเมตร

    นำท่านเดินทางกลับเมืองออรังกาบัด อิสระให้ท่านเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์และวิถีชีวิตชาวเมืองท้องถิ่นริมสองฝั่งทาง (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยรถโค้ชปรับอากาศ)

    ณ เมืองออรังกาบัด  นำท่านเดินทางชม บีบี กา มัคบารา (BIBI KA MAQBARA)หรือ “มินิ ทัชมาฮาล” แห่งเดคคานตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองออรังกาบัดที่พระเจ้าอซัม ซาห์ พระโอรสของพระเจ้าออรังเซป ทรงมีพระบัญชาให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1678 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงพระนางราเบีย ธุรณี (RABIA DURRANI) ผู้เป็นมารดา และที่น่าประหลาดใจจากข้อความจารึกบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้า ที่ปรากฏข้อความว่า “อนุสรณ์สถานแห่งนี้ออกแบบและกำกับการก่อสร้างโดยนายช่างอาทา อุลลาร์ (ATA-ULLAH) ซึ่งนายช่างคนดังกล่าวเป็นบุตรชายของ อุสตาร์ด อาหมัด ลาเฮารี (USTAD AHMAD LAHAURI) นักออกแบบที่สำคัญที่สุดในการสร้างสุดยอดสถาปัตยกรรมของประเทศอินเดีย “ทัชมาฮาล”

    เอโลรา (Ellora; \e-ˈlȯr-ə\) หรือนิยมทับศัพท์อิงชื่อภาษาอังกฤษว่า เอลโลรา หรือชื่...

    เอโลรา (Ellora; \e-ˈlȯr-ə\) หรือนิยมทับศัพท์อิงชื่อภาษาอังกฤษว่า เอลโลรา หรือชื่อในภาษามราฐี เวรูละ (มราฐี: वेरूळ; ไอเอเอสที: Vērūḷ) เป็นแหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโกตั้งอยู่ที่อำเภอออรังกาบาด รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย เป็นหมู่ศาสนสถานและวิหารเจาะหิน (rock-cut) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกอบด้วยงานศิลปะและโบราณสถานของศาสนาฮินดู, ศาสนาพุทธ และศาสนาไชนะ อายุราวปี 600–1000 ถ้ำหมายเลข 16 ถือเป็นสถาปัตยกรรมเจาะหินก้อนเดี่ยว (single monolithic rock excavation) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในถ้ำหมายเลข 16 คือไกรลาศมนเทียร และราชรถที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศิวะ ปัจจุบันค้นพบถ้ำมากกว่า 100 ถ้ำในหมู่ถ้ำเอโลรา ทั้งหมดสร้างขึ้นโดยการเจาะเข้าไปในหน้าผาหินบะซอลต์ในหมู่เทือกเขาจารนันทรี (Charanandri Hills) ปัจจุบันมีเพียง 34 ถ้ำที่เปิดให้เข้าชมสำหรับสาธารณชน[3] ในจำนวนนี้ประกอบด้วยวิหารในศาสนาพุทธ 12 แห่ง (ถ้ำหมายเลข 1–12), ฮินดู 17 แห่ง (ถ้ำหมายเลข 13–29) และไชนะ 5 แห่ง (ถ้ำหมายเลข 30–34) ภายในแต่ละวิหารเจาะหินเป็นการแสดงถึงศิลปกรรมและความเชื่อที่แพร่หลายในสหัสวรรษที่หนึ่ง และสร้างตามความเชื่อของแต่ละศาสนา การก่อสร้างให้อยู่ใกล้ชิดกันเช่นนี้เป็นการแสดงถึงความกลมเกลียวระหว่างศาสนา หมู๋วิหารทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นในจักรวรรดิราษฏรกูฏ (สำหรับวิหารพุทธและฮินดู) และจักรวรรดิยาทวะ (วิหารไชนะ) สนับสนุนการก่อสร้างโดยกษัตริย์ ขุนนาง และผู้ค้าขายที่มั่งคั่งในแต่ละยุคสมัย

  • เย็น

    นำท่านเข้าสู่ที่พักเมืองออรังกาบัค โรงแรม Fern ในเมืองออรังกาบัด หรือเทียบเท่า พร้อมรับประทานอาหารเย็น

วันที่สาม 3 : เมืองออรังกาบัด – ถ้ำอชันต้า – เมืองออรังกาบัด – เมืองมุมไบ – กรุงเทพฯ
  • เช้า

    รับประทานอาหารเช้าภายในที่พัก

    หลังอาหาร นำท่านออกเดินทางสู่ กลุ่มถ้ำอชันต้า (Ajanta Caves)มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ได้รับประกาศจากองค์การยูเนสโก เมื่อปีคริสต์ศักราช 1983 (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง โดยรถโค้ชปรับอากาศ)

    จากนั้น นำท่านเข้าชมกลุ่มถ้ำอชันต้า (Ajanta Caves)การสร้างถ้ำแห่งนี้ใช้วิธีการขุดเจาะช่องกลางหน้าผา ที่มีจำนวนถ้ำทั้งสิ้น 30 ถ้ำ เรียงจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกตามแนวเทือกเขา สหยาทรี (the Sahyadri hills) และแม่น้ำวโฆระ มีลักษณะเป็นรูปทรงเกือกม้า โดยการก่อสร้างถูกแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ถ้ำลำดับที่ 1 - 29 ถูกสร้างขึ้นในช่วง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช และถ้ำลำดับที่ 30 สร้างขึ้นในช่วงราวๆคริสต์ศักราช 500 – 650 ซึ่งภายในแต่ละถ้ำ ท่านจะได้พบการแกะสลักและภาพจิตรกรรมฝาผนังถ้ำที่พรรณนาถึงพระพุทธประวัติ ซึ่งงานศิลปกรรมต่างๆภายในถ้ำถูกกล่าวขานว่าเป็นศิลปะยุคโบราณต้นแบบงานศิลป์ของประเทศอินเดียพร้อมให้ท่านร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความอลังการแห่งมหาศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา จนเกิดเป็นกลุ่มถ้ำอชันต้าที่ประจักษ์สายตาชาวโลก


  • เที่ยง

    รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

  • บ่าย

    นำท่านผ่านชม ป้อมปราการเดาลาตาบัด (DAULATABAD FORT)ป้อมปราการหินแกรนิตโบราณของชาวฮินดูแห่งเทือกเขาเทวคีรี ซึ่งในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ยารวะ ซึ่งภายหลังถูกกษัตริย์อลาอุดดิน คัลจิ กษัตริย์ชาวมุสลิมเข้ายึดครองในคริสต์ศักราช 1296 ต่อมาในปีคริสต์ศักราช 1328 เมืองและป้อมปราการได้ถูกผนวก และทำการเปลี่ยนชื่อมาเป็น นครเดาลาตาบัด “เมืองแห่งโชคลาภ” พร้อมทั้งสถาปนาให้เป็นเมืองหลวงของประเทศอินเดีย ภายใต้การปกครองของพระเจ้ามูฮำหมัด บิน ทักลัค ผู้มีแนวคิดย้ายพลเมืองจากเมืองเดลลีมาอยู่ที่นครแห่งนี้ แต่ด้วยระยะทางกว่า 1,127 กิโลเมตร และโรคร้ายที่เป็นอุปสรรค ทำให้การย้ายพลเมืองประสบความล้มเหลว ก่อนที่นครเดาลาตาบัดจะถูกทิ้งให้รกร้างและต้องย้ายไปสร้างเมืองใหม่ ณ เมืองออรังกาบัด

    หลังจากนั้น  อิสระให้ท่านเลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง เพื่อเป็นของฝากและของที่ระลึกในการเดินทางมายังเมืองออรังกาบัดแห่งนี้ 

    เมืองออรังกาบัดมีของพื้นเมืองขึ้นชื่อ คือผ้าไหมฮิมรู (HIMROO SILK) ซึ่งเป็นการทอผ้าไหมกับผ้าคอตตอน ที่ถูกนำเผยแพร่เมื่อคราวที่ สุลต่านชาวเติร์กแห่งเดลลี มูฮำหมัดบินทุคลุค (MUHAMMAD BIN TUGHLUQ) ครั้นจะทำการย้ายเมืองหลวงมายังป้อมปราการเดาลาตาบัด แห่งเมืองออรังกาบัด ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 ผ้าไหมฮิมรู เป็นคำที่แผลงมาจากภาษาเปอร์ซียว่า “ฮัมรู (HUM-ROO)” มีความหมายว่า คล้ายคลึง (SIMILAR) เพราะผ้าฮิมรูได้ใช้กระบวนการทอแบบเดียวกับ ผ้าคุมคาว๊าบ (KUM-KHWAB) ของชาวเปอร์เซีย แต่แตกต่างกันเพียงวัสดุที่ใช้ในการทอ เพราะผ้าคุมคาว๊าบนั้น เป็นผ้าสำหรับราชวงศ์ของสุลต่านเปอร์เซียจึงทอมาจากด้ายเงินและทองคำแท้ 


  • เย็น

    รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร

    สมควรแก่เวลา  นำทุกท่านเดินทางสู่สนามบินเมืองออรังกาบัด


  • 21.50

    คณะเดินทางออกจากสนามบินเมืองออรังกาบัด สู่เมืองเดลลี โดยสายการบิน AIR INDIA (AI) เที่ยวบินที่ AI456


  • 23.30

    คณะเดินทางถึงสนามบินนานาชาติเมืองเดลลี รอต่อเครื่อง

วันที่สี่ 4 : เดลลี – กรุงเทพมหานคร
  • 01.50

    คณะเดินทางออกจากสนามบินนานาชาติเมืองมุมไบ สู่กรุงเทพมหานครโดยสายการบิน AIR INDIA (AI) เที่ยวบินที่ AI 336

  • 07.40

    คณะเดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

เงื่อนไข & ข้อตกลง

เงื่อนไขในการสำรองที่นั่งและจ่ายเงิน
  • ค่ามัดจำท่านละ ฿
เงื่อนไขการยกเลิกการสำรองที่นั่ง
  • แจ้งยกเลิกก่อนเดินทางอย่างน้อย (>=) 20 วัน บริษัทยินดีคืนค่าบริการทั้งหมด
    แจ้งยกเลิกก่อนเดินทางอย่างน้อย (>=) 30 วัน บริษัทยินดีคืนค่าบริการ 50 %
    แจ้งยกเลิกก่อนเดินทางอย่างน้อย (>=) 45 วัน เก็บค่ามัดจำ 15,000 THB
ข้อมูลเอกสารในการขอวีซ่า
  • พาสปอร์ต มีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในวันเดินทาง


    รูปถ่ายสี 2 x 2 นิ้ว 2 ใบ หน้าตรง ฉากหลังสีขาวเท่านั้น


    สำเนาบัตรประชาชน  และ สำเนาทะเบียนบ้าน


    -   พระภิกษุ มีสำเนาใบสุทธิ


อัตราค่าบริการนี้รวม
  • ตั๋วเครื่องบิน ไป - กลับ ชั้นนักท่องเที่ยว เส้นทาง กรุงเทพฯ – มุมไบ –  ออรังกาบัด // ออรังกาบัด - เดลลี - กรุงเทพฯ


    ภาษีสนามบินสุวรรณภูมิและที่อินเดีย


    ที่พัก และอาหารตามที่ระบุในรายการ


    รถปรับอากาศ พร้อมพนักงานขับรถผู้ชำนาญเส้นทางนำเที่ยวตามรายการ


    ค่าธรรมเนียมในการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามที่ระบุไว้ในรายการ


    น้ำหนักสัมภาระท่านละไม่เกิน 20 กิโลกรัม


    ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง กรณีการเสียชีวิต วงเงินท่านละ 1,000,000 บาท


อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม
  • ค่าธรรมเนียมในการทำหนังสือเดินทางและค่าทำใบอนุญาตกลับเข้าประเทศของคนต่างชาติหรือคนต่างด้าว


    ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางในกรณีที่เกินกว่าสายการบินกำหนด


    ค่าวีซ่าอินเดีย (แบบออนไลน์) ท่านละ 1,500 บาท


    ค่าบริการยกกระเป๋าในโรงแรมและสนามบิน ซึ่งท่านจะต้องดูแลกระเป๋าและทรัพย์สินด้วยตัวท่านเอง


    ค่าทิปคนขับรถ เด็กรถ และมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ท่านละ 1,000 บาท


    ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ไทย แล้วแต่ความพึงพอใจในบริการ


หมายเหตุ
  • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้


    บริษัทฯ ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายในเหตุการณ์ที่เกิดจากสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง และภัย  ธรรมชาติ ฯลฯ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทางบริษัทฯ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มที่เกิดขึ้นตรงหรือทางอ้อม เช่น การเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การสูญหาย ความล่าช้า หรือจากอุบัติเหตุต่าง ๆทั้งนี้ บริษัทฯ จะคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกของผู้เดินทางเป็นสำคัญ


    บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมือง ห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากมีสิ่งผิดกฎหมาย หรือสิ่งของห้ามนำเข้าประเทศ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้อง หรือความประพฤติส่อไปในทางเสื่อมเสีย หรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามที่กองตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแล้ว ทางบริษัทฯ ไม่อาจคืนเงินให้ท่านได้


ข้อควรทราบก่อนการเดินทาง
  • ***หมายเหตุ***  กำหนดการเดินทางและเวลานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นและตามตารางของสายการบินที่ใช้เดินทาง (ราคาดังกล่าวข้างต้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะค่าเงินบาทที่ไม่คงที่และกรณีสายการบินมีการเรียกเก็บค่าน้ำมันเพิ่มเติมจากราคาที่กำหนดไว้)


บทวิจารณ์

0/5
Not Rated
ขึ้นอยู่กับ 0 บทวิจารณ์
ไม่มีรีวิว

PraewpringTravel ตรวจสอบแล้ว

Member Since Feb 2021

เริ่มต้นเพียง ฿45,425.00
ขอยกเลิกบริการเสริมพักเดี่ยว เต็มใจพักร่วมกับท่านอื่นที่บริษัททัวร์จัดให้
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
  • 25000 {{pay_now_price_html}}
เริ่มต้นเพียง ฿45,425
0 บทวิจารณ์
แพ็คเกจทัวร์ที่คุณอาจกำลังมองหา
เพิ่มเติม แพ็กเกจทัวร์ได้รับคะแนนสูง
เริ่มต้นเพียง ฿45,425